ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 21, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านบริเวณ 1,949-1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  แนะนำแบ่งทองคำออกขายเพื่อรอซื้อในโซนแนวรับ 1,906-1,884 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 2,006 1,984 1,962 แนวต้าน : 1,949 1,971 1,988

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.74 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,862.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายในตลาดเอเชีย  ท่ามกลางความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้าน COVID-19  หลังจากรัสเซียประกาศว่าได้อนุมัติวัคซีนต้าน COVID-19 นอกจากนี้การเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. “สูงกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ถือเป็นสัญญาณเพิ่มเติมที่สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ  หลังจากตัวเลขสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาต่างก็ออกมาดีเกินคาด  สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งทองคำรวมไปถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  นั่นทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ 0.662% จนทำให้ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) จากการใช้เงินลงทุนในการซื้อขายทองคำแทนที่จะใช้ไปซื้อพันธบัตร  หรือ  ฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย เพิ่มสูงขึ้นจนกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  อย่างไรก็ดี  เริ่มเห็นแรงซื้อเข้ามาในตลาด  จนส่งผลให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นกว่า 87 ดอลลาร์ต่อออนซ์จาก Low ในระหว่างวันไปสู่ High ระหว่างวันที่ 1,949.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลดลง -7.30 ตันสู่ระดับ 1,250.63 ตันซึ่งเป็นการลดการถือครองเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน  แต่กระนั้นในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำยังคงถือครองทองคำเพิ่ม +357.38 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,949 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดวานนี้ และแนวต้านโซน 1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปต่หากยังไม่สามารถผ่านได้ ยังคงต้องระมัดระวังแรงขาย เนื่องจากช่วงราคามีการแกว่งตัวผันผวนและการเหวี่ยงตัวของราคาค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดีหลังจากราคาทิ้งตัวลงแรง ซึ่งประเมินแนวรับระยะสั้นในโซน 1,906-1,884 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,949-1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรหากการอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือโซน 1,906-1,884 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยสถานะขายตัดขาดทุนหากราคาผ่าน 1,971 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก กังวลทำเนียบขาว-คองเกรสงัดข้อมาตรการกระตุ้นศก.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐวงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.20% สู่ระดับ 93.4457 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9122 ฟรังก์ จากระดับ 0.9173 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3253 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3282 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าแตะที่ระดับ 106.85 เยน จากระดับ 106.65 เยน  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1783 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1745 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3026 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3062 ดอลลาร์
  • (-) รัสเซียเฉลยเบื้องหลังพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว  นายคิริล ดมิทริฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกองทุนความมั่งคั่ง RDIF ของรัสเซีย ซึ่งให้การสนับสนุนการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 กล่าวว่า รัสเซียได้พัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการต่อยอดจากวัคซีนต้านไวรัสอีโบลา และวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ MERS  นายดมิทริฟกล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสอีโบลา และวัคซีนป้องกันโรค MERS ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ช่วยให้รัสเซียสร้างวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  RDIF แถลงว่า รัสเซียจะเริ่มการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในเดือนหน้า โดยขณะนี้รัสเซียได้รับคำสั่งซื้อวัคซีนกว่า 1 พันล้านโดสจาก 20 ประเทศทั่วโลก  นอกจากนี้ รัสเซียจะผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จำนวนมากกว่า 500 ล้านโดสต่อปีใน 5 ประเทศ และมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นอีก  นายดมิทริฟยืนยันว่า วัคซีนดังกล่าวจะสามารถนำออกสู่ตลาดได้ภายในเดือนพ.ย.
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี CPI พุ่งเกินคาดในเดือนก.ค. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% เช่นกันในเดือนมิ.ย.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 1.0% ในเดือนก.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนมิ.ย.  นักวิเคราะห์คาดก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายปี
  • (-) รัสเซียเตรียมเริ่มผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ภายใน 2 สัปดาห์  นายมิคาอิล มูราชโก รัฐมนตรีสาธารณสุขรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซียจะเริ่มการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ภายในเวลา 2 สัปดาห์ โดยในระยะแรกจะเน้นการผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ ก่อนที่จะผลิตตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ 
  • (-) แรงซื้อหุ้นเทคโนฯ หนุนดาวโจนส์ปิดบวก 289.93 จุด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งข่าวความคืบหน้าในการผลิตวัคซีน และข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดของสหรัฐ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,976.84 จุด เพิ่มขึ้น 289.93 จุด หรือ +1.05% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,380.35 จุด เพิ่มขึ้น 46.66 จุด หรือ +1.40% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,012.24 จุด เพิ่มขึ้น 229.42 จุด หรือ +2.13%
  • (+/-) ความหวังมาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐยังคงริบหรี่ เหตุจุดยืนแต่ละฝ่าย”ห่างกันเป็นไมล์”  นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวว่า จุดยืนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐระหว่างทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตยังคง”ห่างกันเป็นไมล์”  ทั้งนี้ นางเพโลซี และนายชัค ชูเมอร์ แกนนำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา ไม่ได้พบกับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ และนายมาร์ก มีโดว์ส หัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว นับตั้งแต่ที่การเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายประสบความล้มเหลวเมื่อวันศุกร์  นางเพโลซีไม่ได้ระบุว่าการเจรจาครั้งใหม่จะเริ่มขึ้นเมื่อใด ขณะที่ยืนกรานว่า ตนจะไม่เจรจากับตัวแทนของทำเนียบขาวอีก จนกว่าจะสามารถหาทางประนีประนอมกันได้ระหว่างข้อเสนอของพรรคเดโมแครตในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ทำเนียบขาวต้องการให้มีวงเงินเพียง 1 ล้านล้านดอลลาร์