ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 มี.ค.63 (ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,547 1,535 1,516

แนวต้าน : 1,593 1,611 1,632

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐระบุว่าสมาชิกสภาคองเกรสและทำเนียบขาวใกล้บรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและหวังว่าจะประกาศในสัปดาห์นี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐคาดการณ์ว่า ตลาดต่างๆ จะฟื้นตัวจากการร่วงลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งข่าวเชิงบวกจากสหรัฐเรื่องแผนกระตุ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ กระตุ้นดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ ฟื้นตัวขึ้นกว่า 900 จุด หรือกว่า  4.00% ในช่วงบ่ายวันศุกร์ ซึ่งราคาทองคำก็ฟื้นตัวขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายสลับกลับเข้ามายังตลาดทองคำหลังจากวันพฤหัสบดี ราคาอ่อนตัวลงประมาณ 4 % (น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นสหรัฐร่วงประมาณ 10%) เบื้องต้นหากยังไม่มีการประกาศความคืบหน้าเรื่องมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ จะสะท้อนความยากลำบากที่ทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญในการลดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน เนื่องจากการปรับลดภาษีเงินเดือนสู่ระดับ 0%จนถึงสิ้นปีนี้ จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้ในการสนับสนุนโครงการประกันสุขภาพ และสวัสดิการสังคมของชาวอเมริกัน  เบื้องต้นแนะนำแบ่งทองคำออกขายกำไรออกมา หากราคาขยับขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และในระยะสั้น จับตาหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับ สามารถเข้าซื้อเก็งกำไร โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,551-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากราคาทองคำไม่หลุดแนวรับยังมีโอกาสเกิดแรงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามาอีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นหลังจากทิ้งตัวลงแรงวานนี้  หากสามารถทรงตัวอยู่บนโซน 1,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ยังมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากว่าราคาขยับขึ้นไม่สามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่ง มีแนวโน้มที่ราคาอาจอ่อนตัวลงมาถึงบริเวณ 1,551-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้แบ่งปิดสถานะบ้างหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่หากราคาทองคำสามารถผ่านไปได้ นักลงทุนอาจชะลอการปิดสถานะไปบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,611 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

Short Position  สามารถถือต่อได้หากราคาหลุดแนวรับ 1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่หากราคาสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,593ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้ปิดสถานะขายลง

Open New แนะนำให้เก็งกำไรระยะสั้น โดยหาจังหวะเปิดสถานะขายทำเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านโซน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้ให้ชะลอการขายออกไป แล้วรอราคาอ่อนตัวลงจึงเข้าซื้อคืนหากไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,551-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากรับความเสี่ยงได้น้อยควรชะลอการลงทุนเนื่องจากราคาแกว่งตัวผันผวน

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดีดขึ้นกว่า 900 จุด บ่งชี้ตลาดวอลล์สตรีทฟื้นตัววันนี้ หลังทรุดหนักจากวิตกโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ฟื้นตัวขึ้นกว่า 900 จุดในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นในการซื้อขายวันศุกร์ หลังจากตลาดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ณ เวลา 14.52 น. ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดีดตัวขึ้น 918 จุด หรือ 4.38% แตะที่ 21,862 จุด  การฟื้นตัวของดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอาจดีดตัวขึ้นในวันนี้ หลังจากวานนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลง 2,352.60 จุด หรือ 9.99% ทำสถิติดิ่งลงหนักสุดนับตั้งแต่ตลาดวอลล์สตรีทเผชิญวิกฤต “แบล็คมันเดย์” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2530 อันเนื่องมาจากความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการระงับการเดินทางจากประเทศในยุโรปทั้งหมด ยกเว้นสหราชอาณาจักร ในช่วง 30 วันข้างหน้า โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวของสหรัฐยิ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการบิน
  • (-) แรงซื้อดันดอลลาร์แข็งแกร่งขณะไวรัสกระทบตลาด  ดอลลาร์แข็งแกร่งในวันนี้ ในขณะที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีสภาพคล่องมากที่สุดของโลก ท่ามกลางความตื่นตระหนกมากขึ้นเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ขณะที่ยูโรอ่อนแอ หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนด้วยการไม่ลดดอกเบี้ย  ดอลลาร์รักษาแรงบวกเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ หลังที่มีสัญญาณว่า นักลงทุนกำลังเผชิญการขาดแคลนดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดหุ้นดิ่งลงจากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของไวรัส  เมื่อวานนี้ ECB เปิดเผยแผนกระตุ้นที่จะจัดหาเงินกู้ให้กับธนาคารในอัตราดอกเบี้ยต่ำถึง -0.75% และที่จะเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตร  เฟดดำเนินการจัดหาสภาพคล่องระยะสั้น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตลาดเงินแสดงว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปอีก เพื่อฟื้นคืนความสงบในตลาดการเงิน  อิตาลีซึ่งเป็นศูนย์กลางการติดเชื้อไวรัสโคโรนาของยุโรป ได้ปิดประเทศทั้งหมดเพื่อพยายามชะลอไวรัส  จนถึงขณะนี้นักลงทุนแสดงความผิดหวังกับการรับมือของรัฐบาลต่อจำนวนการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และเทรดเดอร์เตือนว่า อาจจะมีความผันผวนมากขึ้นในตลาดการเงินในวงกว้าง
  • (-) ที่ปรึกษาจีนชี้ไวรัสโคโรนาระบาดอาจสิ้นสุดภายในมิ.ย.หากนานาประเทศร่วมต่อสู้  เมื่อวานนี้นายจง หนานซาน ที่ปรึกษาทางการแพทย์ระดับอาวุโสของจีนระบุว่า การระบาดของไวรัสโคโรนาทั่วโลกอาจสิ้นสุดภายในเดือนมิ.ย.หากนานาประเทศระดมกำลังต่อสู้กับไวรัสดังกล่าว ขณะที่จีนประกาศว่า จุดสูงสุดได้ผ่านไปแล้วในจีน และยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในมณฑลหูเป่ยลดลงสู่ตัวเลขหลักเดียวเป็นครั้งแรก  ประมาณ 2 ใน 3 ของยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาทั่วโลกอยู่ในมณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของประเทศจีน ซึ่งไวรัสปรากฏขึ้นครั้งแรกในเดือนธ.ค. แต่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่นอกจีน  ทางการจีนเชื่อถือในมาตรการที่เข้มงวดที่พวกเขาดำเนินการ ซึ่งรวมถึง การปิดมณฑลหูเป่ยเกือบทั้งหมดและการยับยั้งการระบาดครั้งใหญ่ในเมืองอื่นๆและระบุว่า ประเทศอื่นๆควรเรียนรู้จากความพยายามของพวกเขา
  • (+/-) ดัชนีความผันผวน”VIX”ทะยานทำสถิติสูงสุดหลังแรงเทขายหุ้นวานนี้  เมื่อวานนี้การแห่เทขายหุ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้ “ดัชนีวัดความวิตก” ของวอลล์สตรีทปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์การเงิน  ดัชนีความผันผวน Cboe Volatility Index ทะยานขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวันเดียว ขณะที่หุ้นสหรัฐยืนยันการเข้าสู่ภาวะตลาดหมีในการร่วงรายวันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุหุ้นดิ่งปี 1987  ดัชนี VIX ปิดรอบการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 75.47 ซึ่งปรับขึ้นมากกว่า 21 จุด จากที่ระดับปิดที่สูงอยู่แล้วที่ 53.9 ในวันพุธ ดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.ปี 2008 ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน  การทะยานขึ้นดังกล่าวมีขึ้น ในขณะที่ดัชนี S&P 500, ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์และ Nasdaq ต่างร่วงมากกว่า 9% ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เป็นไปได้จากการระบาดของไวรัสโคโรนาเพิ่มสูงขึ้น