ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 27, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้นเนื่องจากราคาทิ้งตัวลงแรง ความผันผวนของราคาเพิ่มขึ้น แนะนำเปิดสถานะขายในโซน 1,580-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หวังเข้าซื้อคืนหากราคาไม่หลุดแนวรับโซน 1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากรับความเสี่ยงได้น้อยให้ชะลอการลงทุน

แนวรับ : 1,547 1,535 1,516 แนวต้าน : 1,580 1,593 1,611

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลงมากถึง 66.84  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ -4% ท่ามกลางแรงเทขายในแทบจะทุกสินทรัพย์ทั่วโลก  จากการความวิตกหลังสหรัฐประกาศห้ามการเดินทางจากยุโรป  เพื่อยับยั้งการระบาดของ Covid-19 ในประเทศซึ่งก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่าอาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจทั่วโลกให้ชะลอหนักขึ้นไปอีก  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก  ส่งผลให้ 3 ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า -9% และสิ้นสุด Bull market เข้าสู่ภาวะ Bear Market อย่างเป็นทางการ  ส่วนดัชนี Stoxx Europe 600 ตลาดหุ้นยุโรปดิ่งลง 11.48%แรงสุดในประวัติศาสตร์  ทองคำเองก็ไม่เว้นเผชิญแรงขายจากนักลงทุนเช่นเดียวกัน  เพื่อนำเงินไปโปะขาดทุนในพอร์ตสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงเติม Margin call แล้วถือเงินสด(Cash)  ไม่เพียงเท่านั้นราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการแข็งค่าขึ้นอย่างมากของสกุลเงินดอลลาร์จากความต้องการดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย  ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป(ECB)“คง”ดอกเบี้ยในการประชุมวานนี้ แต่เพิ่มวงเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE)อีก 1.2 แสนล้านยูโรถึงสิ้นปีส่งผลกดดันสกุลเงินยูโรให้อ่อนค่าจนเป็นปัจจัยหนุนสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มเติม  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ทองดิ่งแรงจากระดับสูงสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์สู่ระดับต่ำสุดที่ 1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -9.08 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจาก UoM รวมถึงระมัดระวังความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆรวมถึงทองคำอย่างใกล้ชิด

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทิ้งตัวลงแรงและสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้า 5 วันทำการติดต่อกัน หากราคาฟื้นตัวขึ้นไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 1,580-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ยังคงต้องระมัดระวังแรงขายออกมา อย่างไรก็ตาม หากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของเดือนก.พ. แรงขายอาจชะลอตัวหรืออาจเกิดการดีดตัวขึ้นช่วงสั้น

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการลงทุนระยะสั้นรอจังหวะการเปิดสถานะขาย โดยอาจใช้บริเวณ 1,580-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตัดขาดทุนหากผ่าน 1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์  และสำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะขายอยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรหากราคาไม่หลุดโซนแนวรับ 1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 2,352.60 จุด หลัง”ทรัมป์”แบนยุโรปเดินทางเข้าสหรัฐ,วิตกโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงกว่า 2,000 จุดเมื่อคืนนี้ (12 มี.ค.) ทำสถิติดิ่งลงหนักสุดนับตั้งแต่ตลาดวอลล์สตรีทเผชิญวิกฤต “แบล็คมันเดย์” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2530 โดยภาวะการซื้อขายเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศระงับการเดินทางจากประเทศในยุโรปเข้าสู่สหรัฐ ซึ่งมาตรการดังกล่าวยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 และได้ฉุดหุ้นกลุ่มสายการบินดิ่งลงอย่างหนัก  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,200.62 จุด ดิ่งลง 2,352.60 จุด หรือ -9.99% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,480.64 จุด ลดลง 260.74 จุด หรือ -9.51% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,201.80 จุด ลดลง 750.25 จุด หรือ -9.43%
  • (+) เฟดอัดฉีดเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลล์,เพิ่มการซื้อหลักทรัพย์ รับมือโควิด-19  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบธนาคาร พร้อมกับเพิ่มประเภทของหลักทรัพย์ในการซื้อพันธบัตรของเฟด เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  “การดำเนินการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับภาวะผันผวนในตลาดพันธบัตร ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” แถลงการณ์จากเฟดสาขานิวยอร์กระบุ  ทั้งนี้ เฟดระบุว่า ในการซื้อหลักทรัพย์ในตลาดเงินวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งขณะนี้จำกัดอยู่เพียงพันธบัตรระยะสั้นนั้น เฟดจะเพิ่มประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อเพื่อให้รวมถึงตั๋วเงินคลัง, หลักทรัพย์คุ้มครองเงินเฟ้อ รวมทั้งเครื่องมือทางการเงินประเภทอื่นๆ โดยเฟดจะเริ่มซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวในวันนี้จนถึงวันที่ 13 เม.ย. 
  • (+) สหรัฐเผยดัชนี PPI ดิ่งลง 0.6% ในเดือนก.พ. ร่วงหนักสุดรอบ 5 ปี  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดิ่งลง 0.6% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2558 หลังจากพุ่งขึ้น 0.5% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนม.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวลง 0.1% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี
  • (-) ยูโรอ่อนค่าเทียบดอลล์ หลัง ECB ประกาศเพิ่มวงเงิน QE  สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 มี.ค.) หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมเมื่อวานนี้  ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1177 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1279 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2581 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2837 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6322 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6497 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.18 เยน จากระดับ 104.60 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9456 ฟรังก์ จากระดับ 0.9383 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3845 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3772 ดอลลาร์แคนาดา
  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 4,000 ราย สู่ระดับ 211,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 218,000 ราย
  • (+/-) ECB ตัดสินใจคงดอกเบี้ยวันนี้ แต่เพิ่มวงเงิน QE อีก 1.2 แสนล้านยูโรถึงสิ้นปี  นาคารกลางยุโรป (ECB) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ แม้ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ECB จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ ECB จัดการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% โดยเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.50% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%  อย่างไรก็ดี ECB ประกาศเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อีก 1.2 แสนล้านยูโรจนถึงสิ้นปีนี้