ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากตลอดวันราคาทองคำยังไม่สามารถฝ่าแนวต้านบริเวณ 1,739-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ดังนั้นให้ระมัดระวังแรงขายเพิ่มและราคามีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับย่อลงมาบริเวณแนวรับ 1,719-1,706 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,719 1,706 1,693 แนวต้าน : 1,746 1,754 1,765

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำทะยานขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,743.13 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 ระลอก 2 ในสหรัฐซึ่งกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ขณะเดียวกัน  แนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐจะอยู่ในระดับใกล้ศูนย์ต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2022 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกให้แก่ทองคำ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  อย่างไรก็ดี  การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ  ได้แก่  การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งถือเป็นสกุลเงินปลอดภัย และมีสภาพคล่องสูง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 ระลอก 2 ในสหรัฐ  ประกอบกับดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดในวันศุกร์จากแรงซื้อเก็งกำไร  หลังจากตลาดดิ่งลงอย่างหนักในวันทำการก่อนหน้าจึงเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยออกมาบ้างเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น  นั่นส่งผลให้ราคาทองคำลดช่วงบวกลงมาปิดตลาดในวันศุกร์บริเวณ 1,731.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์ +1.17 ตัน  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยดัชนี Empire State Indexรวมถึงติดตามสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐและจีน  หลังทั้ง 2 ประเทศรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้น  ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 ระลอก 2 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนแก่สินทรัพย์ทั่วโลกรวมถึงทองคำ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาพอเข้าใกล้โซนแนวต้าน 1,739-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์(1,746 ระดับสุงสุดของเดือนมิ.ย.) อาจมีแรงขายกลับเข้ามากดดัน เบื้องต้นอาจต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้งหากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอหรือมีปัจจัยใหม่มาดันราคาขึ้น โดยประเมินแนวรับที่ 1,719-1,706 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หาจังหวะการเปิดสถานะขาย โดยอาจใช้บริเวณแนวต้าน 1,739-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากผ่าน 1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้) และสำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะขายอยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,719-1,706 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อทำกำไรจากการแกว่งตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) จีนพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มกว่า 57 ราย สั่งปิดตลาดใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง  คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงในวันนี้ว่า ณ วันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. จีนพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 57 ราย โดยเกิดจากการติดเชื้อภายในประเทศ 38 ราย และติดเชื้อจากต่างประเทศ 19 ราย  ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อในประเทศ 36 รายมาจากปักกิ่ง ส่วนอีก 2 รายมาจากมณฑลเหลียวหนิง  สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้น ทางการปักกิ่งได้สั่งปิดตลาดซินฟาตี้ ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่งเพื่อฆ่าเชื้อโรค หลังพบคนในตลาดและละแวกใกล้เคียงมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก
  • (+) น้องสาว “คิม จอง อึน” ขู่ปิดสำนักงานความร่วมมือ 2 เกาหลี เหตุ “โซล” ไม่หยุดโปรยใบปลิวข้ามแดน คิม โย จอง ซึ่งเป็นน้องสาวของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เปิดเผยแถลงการณ์ซึ่งระบุว่า สำนักงานติดต่อประสานงานข้ามแดน (liaison office) ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ซึ่งจัดตั้งขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรมแกซองอาจต้องปิดตัวลงในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่เกาหลีใต้ไม่สามารถห้ามนักเคลื่อนไหวให้หยุดโปรยใบปลิวต่อต้านเกาหลีเหนือได้  “ดิฉันคิดว่านี่คือเวลาที่เหมาะสมที่จะแตกหักกับหน่วยงานของเกาหลีใต้” แถลงการณ์ระบุว่า “เราจะเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุด”  “ด้วยอำนาจของดิฉันซึ่งได้รับจากผู้นำสูงสุด พรรคการเมือง และประเทศ ดิฉันขอสั่งการไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการจัดการศัตรู เพื่อเร่งดำเนินการขั้นต่อไปโดยเร็ว” แถลงการณ์ระบุว่า คิม โย จองยังกล่าวอีกด้วยว่า “แต่ก่อนอื่นใดนั้น สำนักงานประสานงานข้ามพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ไร้ประโยชน์จะต้องถูกปิดตัวลง”
  • (+) CDC เตือนสหรัฐอาจต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง หากโควิดระบาดเพิ่ม  เจย์ บัตเลอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายโรคติดเชื้อของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เปิดเผยในวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่า รัฐต่างๆ ของสหรัฐอาจจำเป็นต้องกลับมาใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดอีกครั้ง หากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พุ่งขึ้นอย่างมาก  นายบัตเลอร์เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า “ขณะนี้ชุมชนต่างๆ กำลังเผชิญกับระดับการแพร่ระบาดที่แตกต่างกัน เนื่องจากพวกเขาค่อยๆ ผ่อนคลายข้อจำกัดในการควบคุมการแพร่ระบาด และเปิดดำเนินการด้านเศรษฐกิจอีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป”
  • (-) ดอลล์แข็งค่า เหตุวิตกโควิดรอบสองหนุนแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งถือเป็นสกุลเงินปลอดภัย และมีสภาพคล่องสูง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสองของโรคโควิด-19 ในสหรัฐ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.6% แตะที่ระดับ 97.3046 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.44 เยน จากระดับ 106.80 เยน, ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9542 ฟรังก์ จากระดับ 0.9431 ฟรังก์ และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3612 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3605 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1234 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1301 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2492 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2595
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 477.37 จุด จากแรงซื้อคืนหลังตลาดทรุดหนัก  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (12 มิ.ย.) เนื่องจากนักเก็งกำไรเข้าช้อนซื้อหุ้น หลังจากตลาดดิ่งลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างผันผวน โดยดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวขึ้นด้วย แต่ดัชนีหุ้นทั้ง 3 ตัวก็ยังคงร่วงลงในสัปดาห์นี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,605.54 จุด พุ่งขึ้น 477.37 จุด หรือ +1.90%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,041.31 จุด เพิ่มขึ้น 39.21 จุด หรือ +1.31% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,588.81 จุด เพิ่มขึ้น 96.08 จุด หรือ +1.01%
  • (-) “โมเดอร์นา” เดินหน้าทดลองวัคซีนโควิด-19 เฟส 3 ก.ค.นี้  โมเดอร์นา (Moderna) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากสหรัฐ คาดว่าจะเริ่มทดลองวัคซีนต้านโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ระยะที่ 3 ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้  บริษัทเปิดเผยในวันพฤหัสบดีว่า การจัดทำเอกสารโครงการวิจัยเพื่อการศึกษาระยะ 3 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยอิงจากข้อมูลตอบรับขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA)  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การทดลองระยะนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมยาหลอกแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมในสหรัฐราว 30,000 คน และคาดด้วยว่าจะดำเนินการร่วมกับสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐ (NIAID) ในกำกับของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)