พุธ. ธ.ค. 11th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 พ.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

มีแนวโน้มที่จะทดสอบแนวต้าน 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านได้ให้แบ่งขายทำกำไร แต่ถ้าผ่านได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านสำคัญ 1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไป อย่างไรก็ตามหากไม่ผ่าน ประเมินแนวรับที่ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,445 1,436 1,428  แนวต้าน : 1,464 1,473 1,480

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น  2.87  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำทรงตัวรักษาระดับไว้ได้  โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่ใจในหมู่นักลงทุนว่าสหรัฐและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า Phase one กันได้หรือไม่  ขณะที่สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์  ทรัมป์ที่ The Economic Club of New York  เมื่อคืนนี้ก็ไม่ได้มีการระบุว่า  สหรัฐจะยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน หรือ  การที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเพื่อลงนามในข้อตกลงการค้าแต่อย่างใด   ทำให้ตลาดมองว่าเป็นสัญญาณเชิงลบเนื่องจากสะท้อนว่าการเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศไม่ได้มีความคืบหน้ากว่าที่ตลาดเคยรับรู้  ประเด็นดังกล่าวชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงจึงส่งผลเชิงบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  การปรับตัวขึ้นของราคายังไม่มากนักเนื่องจากดอลลาร์ยังคงแข็งค่าขึ้น  ขานรับการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมจาก NFIB ที่ออกมาดีเกินคาด  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำ -4.10 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ  พร้อมทั้งจับตาการ Testimony ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อคณะกรรมเศรษฐกิจร่วม(Joint Economic Committee) ซึ่งอาจจะมีการแสดงมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในอนาคต 

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำวานนี้สร้างระดับระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการอ่อนตัวลงค่อนข้างจำกัดแสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้นยังคงเข้ามาพยุงราคาทองคำไว้ ทั้งนี้ ทำให้ประเมินแนวรับระยะสั้นนั้นอยู่ในบริเวณ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดยังคงมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,464-1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาไม่สามารถกลับขึ้นมายืนเหนือแนวต้าน 1,464-1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ เนื่องจากการถือสถานะขายค่อนข้างมีความได้เปรียบ สำหรับการเข้าซื้อคืนอาจรอดูบริเวณ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดลงมาให้ชะลอการซื้อไปยังบริเวณ 1,436 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”เรียกร้องเฟดใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวโจมตีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ โดยระบุว่า เฟดทำให้สหรัฐเสียเปรียบต่อประเทศอื่น และเรียกร้องให้เฟดใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ “จงจำไว้ว่าเรากำลังแข่งขันกับประเทศที่ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเปิดเผย จนทำให้ลูกหนี้ได้รับเงินคืนเมื่อพวกเขาทำการชำระหนี้ สิ่งนี้เรียกว่าอัตราดอกเบี้ยติดลบ มีไครเคยได้ยินเรื่องนี้บ้าง ผมขอเงินเหล่านี้บ้าง แต่เฟดของเราไม่ให้เราทำเช่นนั้น” ปธน.ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม Economic Club of New York ในวันนี้ นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์เฟด จากการที่เฟดลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้เฟดเป็นปัจจัยถ่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
  • (-) ดอลลาร์แทบไม่ขยับหลัง“ทรัมป์”ไม่เผยรายละเอียดใหม่ด้านการค้า  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 พ.ย.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจขนาดย่อมปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค. อย่างไรก็ดี ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนและฟรังก์สวิส หลังจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.96 เยน จากระดับ 109.02 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9923 ฟรังก์ จากระดับ 0.9931 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3222 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3223 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1009 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1033 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2855 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2854 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6842 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6852 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค.  สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) แถลงในวันนี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมปรับตัวขึ้น 0.6 จุด สู่ระดับ 102.4 ในเดือนต.ค. NFIB ระบุว่า เจ้าของกิจการคลายความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่มีการขึ้นค่าแรง และขยายกิจการ
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดทรงตัว ขณะ S&P500,Nasdaq ปิดบวก หลัง”ทรัมป์”กล่าวสุนทรพจน์  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรงตัวเมื่อคืนนี้ (12 พ.ย.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ที่นิวยอร์กเมื่อวานนี้ว่า สหรัฐและจีนใกล้จะบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก แต่ปธน.ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงการที่สหรัฐจะยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการแถลงมุมมองเศรษฐกิจของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ และตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 27,691.49 จุด ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของวันจันทร์ ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,091.84 จุด เพิ่มขึ้น 4.83 จุด หรือ +0.16% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,486.09 จุด เพิ่มขึ้น 21.81 จุด หรือ +0.26%
  • (+/-) “ทรัมป์”เผยสหรัฐ-จีนใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณยกเลิกภาษีจีน  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐและจีนใกล้จะบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ขณะที่จีนต้องการที่จะทำข้อตกลงเป็นอย่างมาก ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวย้ำว่า เขาจะยอมรับข้อตกลงที่ดีสำหรับสหรัฐและแรงงานสหรัฐเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม Economic Club of New York ในวันนี้ ปธน.ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงการที่สหรัฐจะยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน หรือการที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเพื่อลงนามในข้อตกลงการค้า และไม่ได้กล่าวว่าสหรัฐจะชะลอการจัดเก็บภาษีต่อรถยนต์นำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีจีนว่าเป็นประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐ ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์ยังได้ตำหนิสหภาพยุโรปที่ได้ทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ