ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 พ.ค.63 (ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,690 1,680 1,668

แนวต้าน : 1,723 1,739 1,747

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

เมืองจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน บังคับใช้ข้อจำกัดครั้งใหม่ต่อการเดินทางเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับการติดเชื้อระลอก 2 จนอาจนำไปสู่ มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดอีกครั้ง หลังจากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน 7 มณฑล ของจีนเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าว กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์ได้ประโยชน์จากกระแสการไหลเวียนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน  ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุน ติดตาม การแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะกล่าวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งจะจัดโดยสถาบัน Peterson Institute for International Economics ในเวลา 20.00 น.ตามเวลาไทย โดยถ่ายทอดทางเว็บไซต์ ขณะที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกดดันให้เฟดเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของสหรัฐบางคนกล่าวคัดค้านอัตราดอกเบี้ยติดลบ เบื้องต้นแนะนำเน้นการลงทุนระยะสั้นจากการแกว่งตัวของราคา หากราคาอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,695-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้เข้าซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้นอีกครั้ง เมื่อราคาทองคำขยับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่มีทองคำในมืออาจขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า) ทำให้เห็นการอ่อนตัวกลับลงมาอีกครั้ง โดยคาดว่าราคาอาจลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 1,695-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับได้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position หากไม่สามารถผ่านบริเวณ 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ให้นักลงทุนขายทำกำไร แต่หากรับความเสี่ยงได้ให้รอดูว่ายืนได้หรือไม่ หากสามารถยืนได้อาจรอไปปิดสถานะในบริเวณ 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ให้จับตาบริเวณแนวรับ 1,695-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดแนวดังกล่าวแนะนำให้ปิดสถานะ แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าวให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวรับถัดไปโซน 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New หากราคาไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,695-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนสามารถเสี่ยงเปิดสถานะซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีเป้าหมายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์แนะนำตัดขาดทุน

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) IMF เล็งหั่นคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก เหตุโควิด-19 ระบาดไม่หยุด  นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า IMF มีแนวโน้มอย่างมากที่จะปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงอีก เนื่องจากโรคโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดทั่วโลก  นางจอร์จีวากล่าวในการประชุมออนไลน์ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์สว่า ข้อมูลที่ได้รับจากหลายๆ ประเทศแย่กว่าการคาดการณ์ของ IMF ซึ่งเป็นไปในเชิงลบอยู่แล้ว 
  • (+) ดอลลาร์อ่อนลงจากระดับสูงสุดรอบ 3 สัปดาห์ก่อนถ้อยแถลงปธ.เฟด  ดอลลาร์อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดรอบ 3 สัปดาห์ในวันนี้ก่อนการแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่า สหรัฐอาจเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ  แม้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของสหรัฐบางคนกล่าวคัดค้านอัตราดอกเบี้ยติดลบเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปีร่วงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.105% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เมื่อวานนี้ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกดดันให้เฟดเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ขณะที่ข้อมูลแสดงว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐร่วง 0.8% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ซึ่งกระตุ้นให้มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับการรับมือด้านนโยบายมากขึ้น  เมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ ดัชนีดอลลาร์ปรับลง 0.1% มาที่ 99.98 โดยอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 100.44 ของเมื่อวานนี้ ดอลลาร์พุ่งขึ้นกว่า 5% จากระดับต่ำสุดเมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ 94.63  ขณะที่ดอลลาร์ได้ประโยชน์จากกระแสการไหลเวียนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความผันผวนของตลาด แต่แนวโน้มยังคงแตกต่างกัน โดยกองทุนเฮดจ์ต้องการเทขายดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนสถาบันยังคงมีทัศนะบวก  นายพาวเวลล์จะกล่าวประเด็นเศรษฐกิจปัจจุบันที่สถาบัน Peterson Institute for International Economics เป็นเจ้าภาพในเวลา 20.00 น.ตามเวลาไทยโดยถ่ายทอดทางเว็บไซต์  จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวว่า พวกเขาไม่เห็นความจำเป็นในการลดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 0% และนักลงทุนในตลาดบางรายคาดว่านายพาวเวลล์จะยึดมั่นต่อสิ่งนั้น
  • (+) ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสหรัฐทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ 46 ปีโดยเฉพาะเนื้อสัตว์,ไข่  เมื่อวานนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ราคาที่ผู้บริโภคสหรัฐจ่ายสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทะยานขึ้น 2.6% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปี 1974  ราคาเนื้อสัตว์, สัตว์ปีก, ปลา และไข่ปรับขึ้น 4.3%, ผลไม้และผักดีดตัวขึ้น 1.5% และธัญพืชและผลิตภัณฑ์ขนมปังปรับขึ้น 2.9%  ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคดังกล่าวสวนทางอย่างมากกับแนวโน้มราคาสินค้าในวงกว้างของสหรัฐซึ่งปรับลง 0.8% ในเดือนเม.ย.และเป็นการปรับลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008
  • (-) แหล่งข่าวเผยจีนดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำมั่นซื้อสินค้าสหรัฐแม้การนำเข้าชะลอตัว  แหล่งข่าวระบุว่า จีนมุ่งมั่นต่อข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 กับสหรัฐ และกำลังดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำมั่นในการเพิ่มการซื้อสินค้าสหรัฐ แม้ว่าระดับของการซื้อเผชิญความติดขัดจากการระบาดของโควิด-19  ภายใต้ข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ที่ลงนามในเดือนม.ค. จีนให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าและบริการสหรัฐเพิ่มเติมอย่างน้อย 2 แสนล้านดอลลาร์ในเวลา 2 ปี และสหรัฐตกลงลดภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าจีนเป็นระยะ  แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐขู่ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว หากจีนล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธสัญญาในการซื้อสินค้า 
  • (+/-) อังกฤษเผย GDP ไตรมาส 1/63 หดตัว 2% เหตุล็อกดาวน์สกัดโควิดฉุดเศรษฐกิจทรุด  สำนักงานสถิติของอังกฤษเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษ หดตัวลง 2% ในไตรมาส 1/2563 เมื่อเทียบรายไตรมาส แต่ดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ว่า เศรษฐกิจจะหดตัว 2.5%  เฉพาะในเดือนมี.ค. เศรษฐกิจอังกฤษ หดตัวลงถึง 5.8% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540 แต่ยังดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่า จะหดตัวถึง 7.2%