ข้ามไปยังทูลบาร์
ตุลาคม 29, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ธ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาสามารถยืนเหนือ 1,461-1,453  ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ให้เสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยตัดขาดทุนหากหลุดโซน 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยใช้ผลเลือกตั้งอังกฤษเพื่อประกอบการตัดสินใจ

แนวรับ : 1,461 1,453 1,445  แนวต้าน : 1,479 1,487 1,495

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  5.65 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำทะยานขึ้นจากความวิตกเกี่ยวกับเจรจาการค้าจีน-สหรัฐ  รวมไปถึงการเปิดเผยดัชนี PPI และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่ย่ำแย่เกินคาด  ส่งผลให้ราคาทองคำแตะระดับสูงสุดบริเวณ  1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่ราคาจะดิ่งลงในทันทีที่ประธานาธิบดีทรัมป์  ทวีตว่า  “สหรัฐใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่กับจีน”  ส่วน Bloomberg รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์  “อนุมัติ” ในหลักการสำหรับการทำข้อตกลงการค้า Phase one กับจีนแล้ว ซึ่งจะทำให้จีนรอดพ้นจากการถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่กำหนดไว้ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้  ขณะที่ CNBC รายงานว่า  สหรัฐเสนอที่จะปรับลดอัตราภาษี 50% ที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีนอยู่ในปัจจุบันแลกกับการที่จีนให้สัญญาว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรสหรัฐเพิ่มขึ้นในปี 2020  นั่นช่วยคลายความวิตกในตลาดจึงทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้น  ส่วนดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบเยนจนเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ  อย่างไรก็ดีเช้านี้ราคาทองคำทรงตัวรักษาระดับไว้ได้  โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของเงินปอนด์ขานรับเอ็กซิทโพลล์ที่ระบุว่า พรรคอนุรักษ์นิยมของนายจอห์นสัน นายกฯอังกฤษ มีคะแนนนำเหนือพรรคแรงงาน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีก  และเกาะติดความคืบหน้าการเจรจาการค้าจีน-สหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำมีการแกว่งตัวผันผวนแม้จะปรับตัวลดลงมาบริเวณ 1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ก็มีแรงดีดกลับและพยายามจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,479-1,487  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะเกิดแรงขาย แต่หากยืนได้จะเกิดแรงซื้อให้ทดสอบแนวต้านถัดไป

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาสามารถยืนเหนือ 1,461-1,453  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยตัดขาดทุนหากหลุด 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการเปิดสถานะขายและการขายทำกำไรอาจพิจารณาดูบริเวณ 1,479-1,487  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านขึ้นไปให้ชะลอการขายไปและควรลดสถานะขายลง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เงินปอนด์พุ่งกว่า 2% เช้านี้ หลังเอ็กซิทโพลชี้พรรคอนุรักษ์นิยมจ่อคว้าชัยเลือกตั้งอังกฤษ  สกุลเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นกว่า 2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้านี้ หลังจากเอ็กซิทโพลระบุว่า พรรคอนุรักษ์นิยมของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มีคะแนนนำเหนือพรรคแรงงาน และมีแนวโน้มที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ 
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานสูงสุดรอบกว่า 2 ปีในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้น 49,000 ราย แตะระดับ 252,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2560 และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2560 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 213,000 ราย
  • (+) สหรัฐเผยดัชนี PPI ทรงตัวในเดือนพ.ย.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทรงตัว หรือเพิ่มขึ้น 0% ในเดือนพ.ย.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากพุ่งขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.1% เช่นกันในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2559  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบรายปี
  • (-) สื่อเผย “ทรัมป์” อนุมัติในหลักการแล้วสำหรับข้อตกลงการค้าเฟสแรก เพื่อเลี่ยงเก็บภาษีจีน  สื่อต่างประเทศซึ่งรวมถึงสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้อนุมัติในหลักการแล้วสำหรับการทำข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้จีนรอดพ้นจากการถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 15% วงเงินราว 1.60 แสนล้านดอลลาร์ที่กำหนดไว้ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้  แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงที่ได้บรรดาที่ปรึกษาด้านการค้าได้ยื่นให้ปธน.ทรัมป์อนุมัตินั้น ครอบคลุมถึงการที่จีนให้คำมั่นสัญญาว่าจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้มีการหารือกันเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้ 
  • (-) สหรัฐยื่นข้อเสนอยกเลิกแผนรีดภาษีจีน 15 ธ.ค. ขณะหั่นภาษี 50% ที่เรียกเก็บขณะนี้  สำนักข่าว CNBC รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐได้ยื่นข้อเสนอต่อจีนในการยกเลิกการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนที่มีกำหนดในวันที่ 15 ธ.ค. พร้อมทั้งเสนอที่จะปรับลดอัตราภาษี 50% ที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 3.6 แสนล้านดอลลาร์ในขณะนี้ 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 220.75 จุด รับข่าวสหรัฐ-จีนบรรลุดีลการค้าเฟสแรก  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (12 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนขานรับรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงในหลักการสำหรับดีลการค้าเฟสแรกกับจีนแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 15 ธ.ค.นี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,132.05 จุด พุ่งขึ้น 220.75 จุด หรือ +0.79% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,168.57 จุด เพิ่มขึ้น 26.94 จุด หรือ +0.86% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,717.32 จุด เพิ่มขึ้น 63.27 จุด หรือ +0.73%
  • (-) ดอลล์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับการค้าสหรัฐ-จีนส่งสัญญาณคืบหน้า  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ธ.ค.) ขานรับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากสื่อรายงานว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงในหลักการสำหรับดีลการค้าเฟสแรกกับจีนแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 15 ธ.ค.นี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.34 เยน จากระดับ 108.49 เยน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3184 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3164 ดอลลาร์แคนาดา  สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1111 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1138 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3132 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3208 ดอลลาร์