วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ก.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นตามกรอบราคาเนื่องจากราคามีการแกว่งตัวผัวผวน โดยเปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถยืนเหนือ 1,488-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และให้ทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,515-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,488 1,479 1,468  แนวต้าน : 1,515 1,524 1,535

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  1.90  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำแกว่งตัวผันผวนหลังธนาคารกลางยุโรป(ECB) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย สู่ Deposit Rate สู่ระดับ -0.50% จากเดิมที่ระดับ -0.40% และรื้อฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE ในเดือนพ.ย. โดยจะซื้อพันธบัตรในวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโร/เดือน  อย่างไรก็ดียูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์เพราะการผ่อนคลายนโยบายการเงินดังกล่าวดูเหมือนจะทำให้นักลงทุนบางส่วนที่คาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงรุกมากกว่านี้ผิดหวัง  ประกอบกับการลดดอกเบี้ยของ ECB ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ  จึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาทองคำอีกทาง  จนส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,524  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่ราคาทองคำจะลดช่วงบวกลง  โดยได้แรงกดดันจากข่าวดีเรื่องสงครามการค้าจีน-สหรัฐ  หลังสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาเสนอข้อตกลงการค้าฉบับชั่วคราวแก่จีน ซึ่งอาจชะลอ หรือ เป็นไปได้ว่าจะระงับภาษีนำเข้าแก่สินค้าบางส่วนเพื่อแลกกับการยุติการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและการซื้อสินค้าเกษตร  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง  -2.05 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีกของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

วานนี้ราคาทองคำยังไม่สามารถปิดตลาดเหนือ 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่งผลให้แรงซื้อยังคงถูกจำกัด สำหรับวันนี้ประเมินแนวต้านระยะสั้นในโซน 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านไปได้แนวต้านถัดไปจะอยู่ในบริเวณ 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า ขณะที่แนวรับนั้นยังประเมินในโซน 1,490-1,488 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปที่ 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อยังคงเน้นการทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเฉพาะเมื่อตลาดปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,488-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การเปิดสถานะขายอาจพิจารณาในโซน 1,515-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบยูโร นักลงทุนซึมซับผลประชุม ECB,ข้อมูลศก.สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและเงินปอนด์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ก.ย.) หลังจากนักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ และผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อวานนี้ โดยที่ประชุมได้ประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยและรื้อฟื้นโครงการซื้อพันธบัตร ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1073 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1007 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งขึ้นสู่ระดับ 1.2345 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2324 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.6866 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6861 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9905 ฟรังก์ จากระดับ 0.9929 ฟรังก์ แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.15 เยน จากระดับ 107.77 เยน
  • (-) รองนายกฯจีนเผยเจ้าหน้าที่สหรัฐ-จีนเตรียมเจรจาการค้าสัปดาห์หน้า  สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวในวันนี้ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนจะพบปะกันในสัปดาห์หน้าเพื่อเจรจาการค้า  นายหลิวกล่าวว่า ประเด็นต่างๆที่จะมีการหารือกัน รวมถึง ดุลการค้า การเข้าถึงตลาด และการคุ้มครองนักลงทุน  นอกจากนี้ นายหลิวยังได้แสดงความยินดีต่อการที่สหรัฐชะลอการเก็บภาษีสินค้าจีน
  • (-) สื่อตีข่าว”ทรัมป์”กำลังทำข้อตกลงการค้าชั่วคราวกับจีน  สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังพิจารณาทำข้อตกลงการค้าฉบับชั่วคราวกับจีน ซึ่งจะชะลอการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน  แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะรวมถึงคำมั่นสัญญาจากจีนในการยุติการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา  ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนกำลังร่างรายละเอียดของข้อตกลงฉบับดังกล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 45.41 จุด ขานรับ ECB ผ่อนคลายนโยบายการเงิน,การค้าสหรัฐ-จีนคืบหน้า  ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ก.ย.) ขานรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมทั้งสถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ส่งสัญญาณคืบหน้า โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้นนำตลาด  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,182.45 จุด เพิ่มขึ้น 45.41 จุด หรือ +0.17% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,009.57 จุด เพิ่มขึ้น 8.64 จุด หรือ +0.29% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,194.47 จุด เพิ่มขึ้น 24.79 จุด หรือ +0.30%
  • (+/-) สหรัฐเผยดัชนี CPI ทั่วไป +0.1% ในส.ค. แต่ดัชนี CPI พื้นฐานพุ่งสูงสุดรอบ 1 ปี  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ทั่วไปเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนก.ค.  หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 ปี และเป็นการเพิ่มขึ้น 0.3% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนก.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI พื้นฐานจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบรายปี
  • (+/-) ECB ประกาศหั่นดอกเบี้ย,ทำ QE ตามคาด  ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวานนี้ โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB สู่ระดับ -0.50% จากเดิมที่ระดับ -0.40% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%  นอกจากนี้ ECB ระบุว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันต่อไป หรือปรับลดลง จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของ ECB  ขณะเดียวกัน ECB แถลงว่า จะรื้อฟื้นโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในเดือนพ.ย. ซึ่ง ECB จะซื้อพันธบัตรในวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโร/เดือน โดยยังไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดโครงการ