วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ก.ย.62(ภาคบ่าย) by YLG


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,488 1,479 1,468

แนวต้าน : 1,515 1,524 1,535

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป ท่ามกลางการเจรจาการค้าที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐและจีนยอมอ่อนข้อต่อกันก่อนการเจรจารอบต่อไป แม้ความเคลื่อนไหวเชิงบวกเกี่ยวกับประเด็นสงครามการค้า จะส่งผลลบต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำอ่อนตัวลงไม่มาก เนื่องจากนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า ปธน.ทรัมป์ ของสหรัฐพร้อมที่จะคงหรือแม้แต่ขึ้นภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน โดยเขาระบุว่า “เราไม่ต้องการเพียงแค่การหารือประเด็นต่างๆ เราต้องการสร้างความคืบหน้าอย่างมีความหมาย”และเสริมว่าเขา “มีทัศนะเชิงบวกอย่างระมัดระวัง” ทั้งนี้ ราคาทองคำพยายามทรงตัวหลังจากวานนี้มีแรงขายออกมากหลังจากราคาปรับตัวขึ้น และพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากราคาไม่สามารถขึ้นไปยืน หรือ ไม่สามารถผ่านแนวต้านแรกขึ้นไปได้ต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นที่จะออกมา ซึ่งอาจเห็นการปรับตัวลงของราคาทองคำ โดยประเมินแนวรับที่ 1,490-1,488  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาสามารถผ่านแนวต้านแรกไปได้ ประเมินว่าจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปโซน 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระว่างวันราคาพยายามทรงตัวและไม่สร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้า ประเมินว่าราคาทองคำจะขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ มีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ก็จะเห็นการย่อตัวกลับลงมา โดยประเมินแนวรับที่ โซน 1,490-1,488  ดอลลาร์ต่อออนซ์

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ปิดสถานะทำกำไรบางส่วนหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวรับ 1,490-1,488  ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจใช้เป็นจุดตัดขาดทุน

Open New นักลงทุนสามารถเข้ามาซื้อเก็งกำไรในบริเวณแนวรับ 1,490-1,488  ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ ขายทำกำไรในบริเวณ 1,515-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามสถานะซื้อตัดขาดทุนราคาหลุด 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) สื่อเผยอียูเตรียมอนุมัติการเลื่อนเบร็กซิทอีกครั้ง  เว็บไซต์ข่าว Business Insider รายงานเมื่อวานนี้ว่า สหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มอนุมัติการขยายเวลาเบร็กซิทอีกครั้งแก่อังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อยับยั้งการแยกตัวของอังกฤษจาก EU โดยปราศจากข้อตกลง  บันทึกที่รั่วไหลระบุว่า มติดังกล่าวบ่งชี้ว่า จะมีการสนับสนุนการขยายกระบวนการตามกฎหมายมาตรา 50 อีกครั้งหากวัตถุประสงค์คือการ “หลีกเลี่ยงการแยกตัวแบบไร้ข้อตกลง”, เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปหรือการทำประชามติ, เพื่อเพิกถอนมาตรา 50 หรือเพื่ออนุมัติข้อตกลงแยกตัว”  นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษย้ำว่า เขาไม่มีเจตนารมณ์ในการเลื่อนเบร็กซิทอีกครั้ง แม้สมาชิกสภานิติบัญญัติผ่านกฎหมาย ซึ่งบังคับให้เขาดำเนินการเช่นนั้น
  • (+) นักเศรษฐศาสตร์ชี้นโยบายเฟดได้แรงผลักดันจากสงครามการค้า,ไม่ใช่จาก”ทรัมป์”  ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าติดต่อกันในการประชุมครั้งที่ 2 ระบุว่า สงครามการค้าสหรัฐ-จีนจะเลวร้ายมากขึ้นหรืออย่างดีที่สุดคืออยู่ในจุดเดิมในช่วงปีที่กำลังจะมาถึง  ความเป็นไปได้เฉลี่ยของการเกิดเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐในช่วง 2 ปีข้างหน้าอยู่ที่สูงถึง 45% และโอกาสของการเกิดในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 30%  แต่การลดดอกเบี้ย 0.25% ที่ได้รับการคาดหมายอาจจะไม่ได้สร้างความพึงพอใจแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ซึ่งเรียกร้องผ่านทวิตเตอร์ในสัปดาห์นี้ให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดลดดอกเบี้ยสู่ติดลบเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว  นั่นเกิดขึ้นหลังจากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งปธน.ทรัมป์แต่งตั้ง ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปัจจัยการเมืองไม่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ  ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กว่า 85% ซึ่งตอบคำถามเพิ่มเติมระบุว่า เฟด “ควร” ลดดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า แต่เกือบ 80% ระบุว่า การตัดสินใจใดๆในการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ได้รับอิทธิพลจากการวิจารณ์เฟดของปธน.ทรัมป์
  • (+) เฟดเผยยอดการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า เฟดได้เพิ่มการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐ โดยในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 11 ก.ย. เฟดถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐโดยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 3,016 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 2,098,156 ล้านดอลลาร์  ข้อมูลของเฟดระบุว่า ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐส่วนใหญ่ที่เฟดถือครองนั้น เป็นตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐ เช่น ตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,954,203 ล้านดอลลาร์  ทั้งนี้ เฟดได้ซื้อหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาล และหลักทรัพย์อื่นๆ อาทิ หลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (MBS) จากตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน และกระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนหลังเกิดวิกฤตการเงินในปี 2551  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณซึ่งเป็นนโยบายการเงินพิเศษนั้น ทำให้เฟดต้องถือครองหลักทรัพย์และ MBS ปริมาณมาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องมากขึ้นให้กับตลาดการเงินสหรัฐในการรับมือกับวิกฤตการเงิน
  • (-) นักวิเคราะห์คาดหุ้นจีนอาจปรับขึ้นแม้ไม่มีข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน  นายเดแวน คาลู หัวหน้าฝ่ายหุ้นของ Aberdeen Standard Investments ระบุว่า หุ้นจีนอาจขยายการปรับตัวขึ้นของปีนี้ แม้ว่าปราศจากข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน เนื่องจากมีเครื่องมือจำนวนมากที่พร้อมให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายใช้งาน  เขากล่าวว่า “เรายังมีทัศนะค่อนข้างบวกเกี่ยวกับตลาดหุ้น A-share ของจีน จีนมีความสามารถในการใช้นโยบายตอบสนองปัญหาของโลกและด้วยเหตุนี้ เราคาดว่า สภาพคล่องจะปรับตัวดีขึ้น, จะมีการกระตุ้นมากขึ้น และนั่นสนับสนุนตลาดจริงๆ ดังนั้น เราคิดว่า ตลาดยังสามารถปรับขึ้นจากจุดนี้”  แม้แต่หลังการปรับขึ้น 22% ในปีนี้ หุ้นจีนยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดของปี 2015 อย่างมาก