ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ก.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาไม่หลุด 1,793-1,789 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณดังกล่าว(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,789 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เน้นการลงทุนระยะสั้นขณะที่การแกว่งตัวของราคาทองคำที่เคลื่อนไหวแคบลง

แนวรับ : 1,789 1,777 1,768 แนวต้าน : 1,809 1,818 1,831

สรุป  ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง -5.70  ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,810.66  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และการปรับตัวลดลงของสินทรัพย์เสี่ยง หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐปรับตัวลง 0.2% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน  สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้น 0.4% อย่างไรก็ดี ราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  และเริ่มปรับตัวลดลงในทันทีที่ Gilead Sciences Inc เปิดเผยว่ายา remdesivir สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย COVID-19 ได้ถึง 62%  ความคืบหน้าดังกล่าวช่วยคลายความวิตกกังวลของนักลงทุนท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐ นั่นทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง  จนดันดัชนีดาวโจนส์ให้เปิดตลาดในแดนบวกและปิดตลาดในวันศุกร์ด้วยการทะยานขึ้น 369.21 จุด  และกระตุ้นแรงขายทำกำไรทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยออกมา  แต่กระนั้น  การปรับตัวลดลงของราคาทองคำยังคงอยู่ในกรอบจำกัด  ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐที่พุ่งขึ้นมากกว่า 60,000 รายเป็นครั้งที่ 3 ในสัปดาห์ที่ผ่านมาแตะระดับ  66,627 รายในวันศุกร์  หลังจากเพิ่มรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ 63,247 รายในวันพฤหัสบดี  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากความเห็นของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ย้ำชัดว่า  “สหรัฐยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้าเฟส 2 กับจีน”  ส่งผลให้ยังคงมีแรงซื้อ Buy the dip เข้ามาพยุงราคาทองคำเอาไว้  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -0.36 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า เหตุนลท.วิตกยอดโควิดเพิ่มถ่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์ เนื่องจากกังวลกับยอดติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และวิตกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.05% สู่ระดับ 96.6559 เมื่อคืนนี้  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1297 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1296 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2625 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2620 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6946 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6964 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.93 เยน จากระดับ 107.20 เยน แต่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9415 ฟรังก์ จากระดับ 0.9400 ฟรังก์
  • (+) WHO เผยผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ทั่วโลกพุ่งเป็นประวัติการณ์แตะ 228,102 ราย  องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยในวันนี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ทั่วโลกพุ่งเป็นประวัติการณ์ โดยแตะระดับ 228,102 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา  ก่อนหน้านี้ สถิติสูงสุดของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 212,326 ราย โดยทำไว้เมื่อวันที่ 4 ก.ค.  WHO ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในสหรัฐ บราซิล อินเดีย และแอฟริกาใต้
  • (+) “ทรัมป์”เผยไม่คิดทำข้อตกลงการค้าเฟส 2 กับจีน เหตุความสัมพันธ์ย่ำแย่จากพิษโควิด  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ขณะนี้เขาไม่ได้คิดเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้าเฟส 2 กับจีน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนได้ถูกทำลายลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  “พวกเขาน่าจะหยุดยั้งการระบาดนี้ พวกเขาสามารถทำได้ แต่ก็ไม่ทำ” ปธน.ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างไปยังรัฐฟลอริดา  ต่อข้อถามที่ว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนหมายความว่าข้อตกลงการค้าเฟส 2 จะไม่มีทางเกิดขึ้นใช่หรือไม่ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเขามีเรื่องมากมายที่ต้องคิดในใจ
  • (+) “จอห์น ฮอปกินส์”เผยผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในสหรัฐพุ่งนิวไฮกว่า 6.3 หมื่นราย  มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ รายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้น 63,247 รายเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์  นับเป็นครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์มากกว่า 60,000 ราย โดยมีจำนวน 60,021 รายเมื่อวันพุธ ขณะที่ไวรัสยังคงแพร่ระบาดในหลายรัฐ ส่วนใหญ่ทางภาคใต้และตะวันตก โดยผู้ป่วยในแอริโซนา แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และเท็กซัสรวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยรายใหม่ในสหรัฐที่มีการรายงานในระยะนี้   ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐอยู่ที่ระดับ 53,699 รายในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่สูงเป็นประวัติการณ์ และพุ่งขึ้น 17.6% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว
  • (+) สหรัฐเผยดัชนี PPI ปรับตัวลง 0.2% ในเดือนมิ.ย. สวนทางคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวลง 0.2% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ค.   เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI ปรับตัวลง 0.8% ในเดือนมิ.ย. หลังจากร่วงลง 0.8% เช่นกันในเดือนพ.ค.   การปรับตัวลงของดัชนี PPI ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งฉุดอุปสงค์ในตลาด   ทางด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และลดลง 0.2% เมื่อเทียบรายปี
  • (-) Gilead เผย remdesivir สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด  ราคาหุ้นของบริษัท Gilead Sciences Inc ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาของสหรัฐ พุ่งขึ้นกว่า 2% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในวันนี้ หลังบริษัทเปิดเผยว่า ผลการทดลองพบว่า ยา remdesivir สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้ถึง 62% เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐาน  บริษัท Gilead เปิดเผยผลการทดลองดังกล่าวในการประชุม Virtual Covid-19 Conference ในวันนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม  International AIDS Conference   ขณะนี้ ยา remdesivir ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ ญี่ปุ่นและอินเดีย ต่างก็ให้การอนุมัติการใช้ยา remdesivir ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 369.21 จุด รับข่าวคืบหน้ายารักษาโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (10 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากข่าวความคืบหน้าของบริษัท Gilead Sciences Inc ในการผลิตยารักษาโรคโควิด-19 ซึ่งได้ช่วยคลายความวิตกกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,075.3 จุด พุ่งขึ้น 369.21 จุด หรือ +1.44%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,185.04 จุด เพิ่มขึ้น 32.99 จุด หรือ +1.05% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,617.44 จุด เพิ่มขึ้น 69.69 จุด หรือ +0.66%