ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 28, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เปิดสถานะซื้อหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,690-1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และปิดสถานะทำกำไรหากราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นไม่ผ่านบริเวณ 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,690 1,680 1,668 แนวต้าน : 1,723 1,739 1,747

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปรับตัวลดลง 7.91 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  จากความวิตกว่าการเปิดเศรษฐกิจเร็วเกินไปในหลายประเทศทั่วโลก  จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไวรัส COVID-19 จะระบาดระลอก 2 ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะถดถอยยาวนานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ช่วงนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค  สะท้อนจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจีนที่เพิ่มอีก 14 ราย แตะตัวเลข 2 หลักครั้งแรกในรอบ 10 วัน  ส่วนเกาหลีใต้รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศ 35 คน  แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือนเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่“อัตราการติดเชื้อ” ในเยอรมนีกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 1.1 หลังรัฐบาลของประกาศคลายมาตรการ Lockdown  สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างสกุลเงินดอลลาร์  จึงส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจนกดดันราคาทองคำให้ร่วงลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำปรับตัวลดลงในกรอบ  ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทั่วโลกดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินการคลัง  จึงส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาทองคำเอาไว้  ด้านกองทุน SPDR  ถือครองทองคำลดลง -0.58 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยจาก NAHB รวมไปถึงถ้อยแถลงของนาย Randal Quarles รองประธานเฟด และนาย Patrick Harker  ประธานเฟดสาขาฟิลาเดเฟีย

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือแนวรับโซน 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ระดับต่ำสุดวานนี้) อาจเกิดแรงซื้อดันให้ราคาทองคำขยับขึ้น และหากราคาพยายามยืนเหนือโซน 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดวานนี้) ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

สามารถถือสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,690-1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือหากรับความเสี่ยงได้สูงอาจเปิดสถานะซื้อเพิ่มหากราคายืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้เพื่อทำกำไรระยะสั้น โดยทยอยปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ปธ.เฟดชิคาโกคาดเฟดตรึงดอกเบี้ยใกล้ 0% ต่อไปอีกนานเพื่อหนุนศก.สหรัฐ  นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก คาดการณ์ว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% ต่อไปเป็นเวลานานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ และเฟดจะไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบตามที่ธนาคารกลางชาติอื่นดำเนินการ  นอกจากนี้ นายอีแวนส์คาดว่า เงินเฟ้อไม่มีแนวโน้มดีดตัวขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า  นายอีแวนส์ยังกล่าวว่า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำในขณะนี้ รัฐบาลกลางสหรัฐจึงควรทำการกู้ยืม และใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และรัฐบาลท้องถิ่น
  • (+) S&P ชี้รัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือมากขึ้น  S&P Global ระบุในวันนี้ว่า รัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งนี้ S&P ได้ทำการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของ 90 ประเทศ โดยได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว  S&P ได้ให้แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของ 25 ประเทศอยู่ในเชิงลบ เมื่อเทียบกับเพียง 6 ประเทศที่ได้รับการจัดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในเชิงบวก และ 104 ประเทศที่มีแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ
  • (+) ที่ปรึกษาทำเนียบขาวขู่ตอบโต้จีนกรณีเป็นต้นตอไวรัสโควิด-19  นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาการค้าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า สหรัฐควรตอบโต้จีนกรณีที่จีนเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสร้างความเสียหายไปทั้งโลก และควรมีการเรียกร้องความเสียหายจากจีนจากผลกระทบดังกล่าว  “พวกเขาสร้างความเสียหายต่อโลก และความเสียหายนี้ก็ยังดำเนินอยู่ ซึ่งขณะนี้เราได้ใช้จ่ายเงินเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อต่อสู้กับไวรัสดังกล่าว” นายนาวาร์โรกล่าว
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก นักลงทุนรุกซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังวิตกศก.ชะลอตัว  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าถือครองดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ว่าการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เร็วเกินไปในหลายประเทศอาจทำให้ไวรัสโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดเป็นรอบที่ 2  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน พุ่งขึ้น 0.51% สู่ระดับ 100.2466 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.76 เยน จากระดับ 106.66 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9728 ฟรังก์ จากระดับ 0.9708 ฟรังก์  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0808 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0840 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2329 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2410 ดอลลาร์
  • (+/-) ขุนคลังสหรัฐไม่วิตกใช้จ่ายงบ 3 ล้านล้านดอลล์เยียวยาภาคธุรกิจจากโควิด-19  นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐไม่มีความวิตกเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด-19 เนื่องจากขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก  “เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเรากำลังกู้เงินในระยะยาว” นายมนูชินกล่าว
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดลบ 109.33 จุด วิตกโควิด-19 ระบาดรอบ 2 หลังคลายล็อกดาวน์  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (11 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการที่หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เร็วเกินไปอาจทำให้ไวรัสโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดเป็นรอบที่ 2 อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มธุรกิจสุขภาพ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,221.99 จุด ลดลง 109.33 จุด หรือ -0.45% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,930.32 จุด เพิ่มขึ้น 0.52 จุด หรือ +0.02% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,192.34 จุด เพิ่มขึ้น 71.02 จุด หรือ +0.78%