สิงหาคม 9, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 ธ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,462-1,453 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,462 1,453 1,445  แนวต้าน : 1,484 1,493 1,504

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.61  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.50-1.75% ในการประชุมประจำเดือนธ.ค.  พร้อมกันนี้ Dot plot ของเฟดยังบ่งชี้อีกว่า  เฟดจะ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันตลอดทั้งปี  2020  ขณะที่แถลงการณ์ของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด  ระบุชัดว่า  เฟดจะปรับ “ขึ้น” อัตราดอกเบี้ยก็ต่อเมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  และสามารถเคลื่อนตัวอยู่เหนือระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2% ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้  ผลการประชุมที่บ่งชี้ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินไปในเชิงผ่อนคลาย  และไม่เร่งรีบในการกลับมาคุมเข้มนโยบายการเงิน  เป็นปัจจัยกดดันดัชนีดอลลาร์ให้ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงจึงเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม  0.29 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) คาดคงนโยบายการเงิน  แต่อาจต้องติดตามมุมมองต่อเศรษฐกิจ  รวมไปถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตจากแถลงการณ์ของนาง Christine Lagarde ประธานอีซีบี  นอกจากนี้แนะนำติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน โดยประเมินแนวต้านโซน  1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,462-1,453 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาอาจดีดตัวขึ้นระยะสั้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

แบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอเข้าซื้อเก็งกำไรจากการดีดตัวขึ้นหากการอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือโซน 1,462-1,453 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยสถานะขายตัดขาดทุนหากราคายืน 1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปีหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ธ.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด พร้อมกับส่งสัญญาณว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยยาวจนถึงสิ้นปีหน้า  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.49 เยน จากระดับ 108.73 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9816 ฟรังก์ จากระดับ 0.9834 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3164 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3230 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1138 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1095 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3208 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3204 ดอลลาร์
  • (-) นักวิเคราะห์คาดสหรัฐ-จีนประกาศบรรลุดีลการค้านาทีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตาย 15 ธ.ค.  นายเคนนี โพลคารี นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทสเลทส์สโตน เวลธ์ กล่าวว่า สหรัฐและจีนจะประกาศการบรรลุข้อตกลงการค้าก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตายในวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่ต่อสินค้าจีน  นายโพลคารีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะประกาศข้อตกลงในนาทีสุดท้ายในคืนวันเสาร์นี้ ตามเวลาสหรัฐ หรือก่อนเที่ยงวันอาทิตย์ตามเวลาไทย  “พวกเขาจะออกมา และพูดว่า ‘เราได้ข้อตกลงแล้ว และเรากำลังปรับแต่งในรายละเอียด และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจต่อกัน เราจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว’ และสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ตลาดหุ้นทะยานขึ้น” นายโพลคารีกล่าว
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี CPI เพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนพ.ย.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค.  การดีดตัวของดัชนี CPI ทั่วไปได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ทั่วไปเพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนต.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI ทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี  หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนต.ค.
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 29.58 จุด หลังเฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปีหน้า  ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก (11 ธ.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด พร้อมกับส่งสัญญาณว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยยาวจนถึงสิ้นปีหน้า ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ท่ามกลางความหวังที่ว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนเส้นตายวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐมีกำหนดเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าครั้งใหม่จากจีน  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 27,911.30 จุด เพิ่มขึ้น 29.58 จุด หรือ +0.11% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,141.63 จุด เพิ่มขึ้น 9.11 จุด หรือ +0.29% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,654.05 จุด เพิ่มขึ้น 37.87 จุด หรือ +0.44%
  • (+/-) เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด ขณะส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปีหน้า  คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.50-1.75% ในการประชุมวันนี้ ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในปีนี้  นอกจากนี้ เฟดยังได้ส่งสัญญาณไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2563 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ  แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันมีความเหมาะสมสำหรับการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด  ในการพิจารณา “dot plot” ซึ่งเป็นคาดการณ์ในอนาคตของคณะกรรมการเฟดแต่ละคน พบว่า เฟดส่งสัญญาณว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะมีการปรับขึ้นหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2563 โดยกรรมการเฟด 13 จาก 17 รายคาดการณ์ว่า เฟดจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย อย่างน้อยจนถึงปี 2564 ขณะที่มีกรรมการเฟดเพียง 4 ใน 17 รายที่คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้งในปี 2563 ส่วนในปี 2564 เฟดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง

ข้ามไปยังทูลบาร์