มีนาคม 5, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 ต.ค.63(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love


โดย  : 
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

สัปดาห์ที่ผ่านมาทองคำผันผวนตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจสหรัฐ

สัปดาห์นี้ติดตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจสหรัฐ

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,940 ดอลลาร์

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Spot  เคลื่อนไหวผันผวนขึ้นอยู่กับการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งเมื่อวันอังคารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. แต่ในวันพฤหัสประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงว่ามีแนวโน้มสูงที่ทำเนียบขาวจะบรรลุข้อตกลงกับพรรคเดโมแครตเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำ 4.08 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • สัปดาห์นี้ติดตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอใหม่แก่พรรคเดโมแครต โดยจะเพิ่มวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิม 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนการดีเบตครั้งที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ซึ่งกำหนดจัดวันที่ 15 ต.ค.ได้มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,940 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้านที่ 1,940 ดอลลาร์ และ 1,950 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับอยู่ที่ 1,900 ดอลลาร์ และ 1,880 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,929.40+36.51,900/1,8801,940/1,950

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,300+15028,000/27,75028,450/28,600

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,460+18028,170/27,92028,620/28,770

แนะนำซื้อเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,900 ดอลลาร์  (GF 28,170 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,890 ดอลลาร์ (GF 28,050 บาท)

การลงทุนในทองแท่ง แนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,880 ดอลลาร์ และ 1,860 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,934.30+15.301,905/1,8851,945/1,955

แนะนำซื้อเมื่อราคา GOZ20 ปรับลงมาที่ 1,905 ดอลลาร์  โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,895 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดอ่อนค่าลง หลังจากแข็งค่าขึ้นมากในสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะมีการชุมนุมทางการเมืองในประเทศในวันที่ 14 ต.ค. ทั้งนี้เงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐ ซึ่ง USD Futures เดือนธ.ค.63 คาดจะมีแนวรับที่ 31.0 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 31.30 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลล์อ่อน นลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังเจรจากระตุ้นศก.คืบหน้า

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.62 เยน จากระดับ 106.01 เยน   ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1825 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1758 ดอลลาร์

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดพุ่ง 31.1 ดอลล์ เหตุดอลล์อ่อนหนุนแรงซื้อทอง

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 31.1 ดอลลาร์ หรือ 1.64% ปิดที่ 1,926.2 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาทองยังได้แรงหนุนจากการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากถูกระงับไปชั่วคราว ซึ่งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการทำข้อตกลงเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 นั้นได้สร้างความวิตกให้กับนักลงทุน และกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดลบ 59 เซนต์ ข่าวแรงงานน้ำมันนอร์เวย์ยุติประท้วง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) หลังจากมีรายงานข่าวว่า การผละงานประท้วงเป็นเวลา 10 วันของแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันของนอร์เวย์ได้ยุติลงแล้ว ซึ่งข่าวดังกล่าวได้คลายความวิตกในตลาดเกี่ยวกับผลกระทบด้านการผลิตน้ำมัน และทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง   สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 59 เซนต์ หรือ 1.4% ปิดที่ 40.60 ดอลลาร์/บาร์เรล   สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 49 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 42.85 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดบวก 161.39 จุด ขานรับเจรจามาตรการกระตุ้นศก.คืบหน้า

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับความคืบหน้าในการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,586.90 จุด เพิ่มขึ้น 161.39 จุด หรือ +0.57%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,477.13 จุด เพิ่มขึ้น 30.30 จุด หรือ +0.88% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,579.94 จุด เพิ่มขึ้น 158.96 จุด หรือ +1.39% ตลาดหุ้นสหรัฐได้แรงหนุนหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกร้องให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการต่างๆ ที่เขาจะลงนาม ซึ่งได้แก่ การแจกเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันคนละ 1,200 ดอลลาร์ รวมทั้งการอัดฉีดวงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบิน และวงเงิน 1.35 แสนล้านดอลลาร์สำหรับธุรกิจรายย่อย ส่วนทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอครั้งใหม่แก่พรรคเดโมแครต โดยจะเพิ่มวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ระดับ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

ดีเบตรองปธน.สหรัฐมีคนดูเกือบ 58 ล้าน พุ่งขึ้น 36% จาก 4 ปีก่อน

          นีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยข้อมูลระดับโลก เปิดเผยว่า การดีเบตระหว่างนายไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน และนางคามาลา แฮร์ริส คู่ชิงจากพรรคเดโมแครต มีผู้รับชมทางโทรทัศน์ประมาณ 57.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 36% จากเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งมีผู้ชมประมาณ 37 ล้านคน   ตัวเลขดังกล่าวมาจากการรวบรวมจำนวนผู้รับชมใน 18 เครือข่ายด้วยกัน โดยนับรวมทั้งผู้ที่รับชมจากที่บ้านและตามสถานที่ต่างๆ เช่น บาร์และร้านอาหาร ทั้งยังรวมการรับชมผ่านทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย   อย่างไรก็ดี การดีเบตของผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมีผู้รับชมน้อยกว่าดีเบตของประธานาธิบดี โดยการดีเบตระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นั้น มีผู้รับชมราว 73 ล้านคน โดยเป็นอีเวนต์ทางโทรทัศน์ที่มีผู้รับชมมากเป็นอันดับสองของปีนี้ รองจากการแข่งขันซูเปอร์โบวล์

สหรัฐหวังชาวมะกันทุกคนได้รับวัคซีนโควิดเพียงพอเร็วสุดมี.ค.ปีหน้า

          นายอเล็กซ์ เอซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐอาจมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันทุกคนภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า   ทั้งนี้ Operation Warp Speed ซึ่งเป็นโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาลสหรัฐคาดว่า จะมีปริมาณวัคซีนมากถึง 100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้   นายเอซาร์กล่าวในระหว่างการปาฐกถาพิเศษทางออนไลน์ในงานโกลด์แมน แซคส์ เฮลธ์แคร์ว่า “เราคาดว่าจะมีวัคซีนโควิดเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันทุกคนที่ต้องการวัคซีนภายในเดือนมี.ค.-เม.ย. 2564” นายเอซาร์ระบุว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังผลิตวัคซีนโควิดทั้งหมด 6 ชนิด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐในโรงงานผลิตมากกว่า 23 แห่ง โดยวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายซึ่งรวมถึงวัคซีนจากบริษัทโมเดอร์นา, ไฟเซอร์, แอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน  นอกจากนี้ นายเอซาร์ยังเปิดเผยว่า สหรัฐกำลังดำเนินการจัดหาเข็มฉีดยา, หลอดฉีดยา, ขวด และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนด้วย

ยุโรปอาจยังไม่มีวัคซีนต้านโควิดปีนี้ แม้สำนักงานเวชภัณฑ์เร่งตรวจสอบประสิทธิภาพ           นายกุยโด เรซี ผู้อำนวยการสำนักงานเวชภัณฑ์ยุโรป (EMA) เปิดเผยว่า ยุโรปน่าจะยังไม่มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในช่วงปลายปีนี้ แม้ EMA จะเร่งตรวจสอบประสิทธิภาพวัคซีนที่ประสบความสำเร็จในการทดลองจากหน่วยงานชั้นนำสองแห่งอยู่ก็ตาม    EMA ได้ตรวจสอบประสิทธิภาพการนำวัคซีนออกใช้ โดยประเมินข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อเร่งอนุมัติวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด รวมถึงวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ และ BioNTech SE   นายเรซี ให้สัมภาษณ์ว่า “ในทางเทคนิคอาจเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก มันไปได้น้อยมากๆ แม้ว่าผู้ผลิตยา จะส่งข้อมูลได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ แต่นี่เราล่วงเข้ามาถึงช่วงกลางเดือนต.ค. แล้ว ถึงจะรออีกสองสามสัปดาห์ เราก็ยังต้องใช้เวลาประเมินอย่างน้อยๆ คงไม่ช้าไม่เร็วกว่าสิ้นปีนี้แน่นอน” แรงกดดันต่อการพัฒนาวัคซีนเพิ่มขึ้นไปทั่วโลก เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ทะลุ 36 ล้านคนแล้ว และหลายประเทศยังต้องกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ   ขณะเดียวกัน ความหวังที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการนำวัคซีนออกใช้ในสหรัฐให้ได้ในช่วงการเลือกตั้งเดือนพ.ย.นี้ ก็ดูจะเป็นไปได้ยากมากขึ้นด้วย