วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 ก.ย.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,488 1,479 1,468

แนวต้าน : 1,515 1,528 1,535

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  ดอยช์แบงก์คาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดลง 1% ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในกรอบระหว่าง 2.00% – 2.25% และ ดอยช์แบงก์เตือนว่าหากสงครามการค้าทวีความรุนแรง สหรัฐอาจเผชิญ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย” และดอกเบี้ยอาจร่วงสู่ 0% ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะร่วงสู่ต่ำกว่า 1.5% ภายในกลางปี 2020 โดยตั้งสมมุติฐานว่า ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐ-จีนจะผ่อนคลายหรือคงสถานภาพปัจจุบัน มุมมองดังกล่าว สร้างแรงซื้อเข้าสู่ตลาดทองคำ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป โดยมีการคาดการณ์ว่า ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Rate) ลง 0.10% จากระดับ -0.40% สู่ระดับ -0.50% และคาดว่าจะมีการส่งสัญญาณการทำ QE รอบใหม่ ทั้งนี้  แนะนำซื้อขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น โดยประเมินว่าหากราคาขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน แต่หากยังไม่สามารถผ่านไปได้ยังคงต้องระมัดระวังแรงขาย โดยแนะนำนักลงทุนอาจแบ่งทองคำออกขายบางส่วนบริเวณแนวต้าน 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากไม่สามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่งราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวลง ซึ่งแนะนำนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้อาจพิจารณาเข้าซื้อคืนเมื่อราคามีการย่อตัว โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,488-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หลังจากราคาทองคำการดีดขึ้นมีแรงขายสลับออกมาในระยะสั้นแต่ไม่มาก ทั้งนี้ หากราคาสามารถยืนเหนือโซน1,502 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง ประเมินแนวต้านถัดไปที่ 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาดีดตัวขึ้นไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวไปได้ มีแนวโน้มเกิดแรงขายทำกำไรออกมาอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ลงทุนในกรอบ โดยสามารถถือสถานะซื้อต่อหากราคาย่อตัวลงไม่หลุดโซน 1,502 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอทยอยปิดสถานะซื้อทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position จับตาบริเวณแนวรับ 1,488 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้ปิดสถานะหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวอย่างแข็งแกร่ง แต่หากหลุดแนวรับดังกล่าวให้ชะลอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณ 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New ชะลอการลงทุนหากรับความเสี่ยงได้น้อย แต่ถ้าหากรับความเสี่ยงได้มากสามารถเก็งกำไรระยะสั้น โดยเสี่ยงขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากยืนได้) รอซื้อบริเวณแนวรับ 1,488 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับแรก แนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อออกไปโซน 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) “ดอยช์แบงก์”คาดเฟดลดดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในม.ค.,ชี้สหรัฐเสี่ยงเผชิญดบ.0% หากสงครามการค้าทวีความรุนแรง ทัศนะบวกทางการค้าเมื่อไม่นานมานี้จุดชนวนการฟื้นตัวในหุ้น แต่ดอยช์แบงก์เตือนว่าหากสงครามการค้าทวีความรุนแรง สหรัฐอาจเผชิญ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย” และดอกเบี้ยอาจร่วงสู่ 0% ดอยช์แบงก์ระบุว่า ขณะนี้คาดการณ์ว่า การลดดอกเบี้ยจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดลง 1% ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในกรอบระหว่าง 2.00% – 2.25% นายเดวิด ฟอลเคิร์ทส์-ลันเดา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์แบงก์ระบุว่า “เราคาดการณ์ถึงการลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมกำหนดนโยบายเดือนก.ย., ต.ค. ,ธ.ค. และม.ค. เขาคาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะร่วงสู่ต่ำกว่า 1.5% ภายในกลางปี 2020 โดยตั้งสมมุติฐานว่า ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐ-จีนจะผ่อนคลายหรือคงสถานภาพปัจจุบัน
  • (-) ความตึงเครียดการค้าสหรัฐ-จีนบรรเทากระตุ้นแรงทะยานสินทรัพย์เสี่ยงก่อนประชุม ECB ดอลลาร์ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุด 6 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับเยนในวันนี้ หลังจากที่การลดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนในด้านการค้า กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง เมื่อวานนี้จีนยกเว้นสินค้าสหรัฐบางประเภทจากภาษีของจีน ขณะที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกล่าวว่า เขาจะเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษีออกไป 2 สัปดาห์ในเดือนต.ค.  เกือบจะแน่นอนแล้วว่า ECB จะลดอัตราดอกเบี้ย, สัญญาที่จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำนานขึ้น และให้ความช่วยเหลือธนาคารจากผลข้างเคียงของอัตราดอกเบี้ยติดลบ อย่างไรก็ตาม การซื้อสินทรัพย์ใหม่ซึ่งตลาดคาดไว้ ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายบางรายคัดค้านการดำเนินการดังกล่าว
  • (-) แบงก์ชาติสหรัฐฯ เผยไม่ต้องการเห็นดอกเบี้ยติดลบตามความต้องการของทรัมป์ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และบอร์ดบริหาร ยืนยันว่าทางเฟดไม่ต้องการที่จะเห็นสหรัฐฯ มีภาวะดอกเบี้ยติดลบ ตามสหภาพยุโรป และ ญี่ปุ่น ไม่ว่าประธานาธิบดี โดนัลล์ ทรัมป์ จะต้องการให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ แย่ลงหรือไม่ก็ตาม โดยปธน.ทรัมป์ ได้ออกมากดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่า 0% หรือ Negative Interest Rate โดยผู้นำสหรัฐฯได้ให้เหตุผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่า 0% ในครั้งนี้ว่าเขาต้องการให้ประชาชนสหรัฐฯสามารถรีไฟแนนซ์หนี้ เนื่องจากเขาเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่มีอยู่ในเวลานี้ควรมีการปรับลดลงไป เพื่อประชาชนชาวสหรัฐฯ ควรจ่ายในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในขณะที่ไม่มีเงินเฟ้อ ในขณะที่อัตราการว่างงานที่เข้าใกล้สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี และเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่เฟดจะกลับลดอัตราดอกเบี้ยให้เป็น 0% หรือต่ำกวา แม้จะมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ลงมาสู่ระดับ 1.75% ถึง 2% เพื่อเป็นการตอบสนองต่อภาวะเงินเฟ้อที่ไม่แน่นอนและการชะลอตัวของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ในการประชุมที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่า 0% หรือ Negative Interest Rate คือการที่ธนาคารพาณิชย์ ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารกลาง แทนที่ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆจะได้รับดอกเบี้ยจากการนำเงินทุนไปฝากไว้ที่ธนาคารกลาง ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของนโยบายนี้ก็คือการกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยกู้ในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่า 0% จะทำให้กำไรจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ลดลงซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะกระทบกับธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อในอนาคต
  • (+/-) คาด ECB ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปที่ชะลอตัวในประชุมวันนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มเปิดเผยมาตรการกระตุ้นครั้งใหม่ในวันนี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจยูโรโซนที่กำลังชะลอตัว แต่ยังไม่แน่นอนว่า การดำเนินการที่แน่ชัดจะเป็นเช่นไร และการตัดสินใจที่บั่นทอนตลาดเสี่ยงที่จะดันต้นทุนการกู้ยืมให้เพิ่มขึ้นในขณะที่ธนาคารกลางสำคัญอื่นๆผ่อนคลายนโยบายการเงิน นายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB ได้สัญญาว่า จะสนับสนุนมากขึ้นด้วยการใช้เครื่องมือที่ยังมีอยู่ทั้งหมดของธนาคารกลางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นายดรากี ซึ่งจะส่งต่อตำแหน่งผู้นำธนาคารกลางยุโรปแก่นางคริสติน ลาการ์ด ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. จะเผชิญแรงกดดันจากสมาชิกหัวอนุรักษ์นิยมในคณะมนตรีบริหารของเขา เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายบางรายแสดงการคัดค้านอย่างเปิดเผยต่อมาตรการกระตุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มการซื้อพันธบัตรอีกครั้ง