วิเคราะห์ราคาทองคำ 12 ก.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

รอดูบริเวณ 1,484-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดลงมาให้ชะลอการซื้อออกไปเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคา ทั้งนี้ควรคำนึงถึงการเหวี่ยงตัวของราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงที่ผ่านมาจากผลการประชุม ECB

แนวรับ : 1,479 1,468 1,459  แนวต้าน : 1,502 1,515 1,528

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  11.70  ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ว่าราคาทองคำจะได้รับแรงกดดันจาก (1.)การแข็งค่าของดอลลาร์  หลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกินคาดที่ 0.2% ในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากทรงตัวในเดือนก.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐานเพิ่มขึ้นเกินคาดเช่นกันที่ 0.3% ในเดือนส.ค.  และ (2.) การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงก็ตาม  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้เนื่องจากประเด็นต่างๆไม่ว่าจะเป็น No-Deal Brexit  และสงครามการค้าจีน-สหรัฐยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  ขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วโลกจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ธนาคารกลางต่างๆผ่อนคลายนโยบายการเงิน  ประเด็นเหล่านี้จึงช่วยสร้างแรงซื้อเข้าสู่ตลาดทองคำเมื่อราคาปรับตัวลดลง  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB) คาด ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย DEPOSIT RATE  และอาจประกาศรื้อฟื้นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อีกครั้ง  ทั้งนี้  หาก ECB ผ่อนคลายนโยบายการเงิน “มากกว่าคาด” อาจกดดันให้ยูโรอ่อนค่าลงจนส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำ  ในทางกลับกันหาก ECB ผ่อนคลายนโยบายการเงิน “น้อยกว่าคาด” อาจหนุนยูโรและทองคำให้ฟื้นตัวขึ้นเช่นกัน  นอกจากนี้แนะนำติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

แม้ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง แต่ก็มีแรงซื้อให้ราคาดีดตัวกลับ ระยะสั้นราคาจึงพยายามดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,502 ดอลลาร์ต่อออนซ์  เบื้องต้นหากราคาสามารถยืนเหนือระดับ 1,484-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง จะเกิดแรงซื้อดันให้ราคาปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาสามารถยืนเหนือ 1,484-1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยตัดขาดทุนหากยืนไม่ได้ สำหรับการเปิดสถานะขายอาจพิจารณาดูบริเวณ 1,502 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านขึ้นไปให้ชะลอการขายไปที่ 1,515 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”กดดันเฟดหั่นดอกเบี้ยสู่ 0% หรือติดลบ  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0% หรือสู่ระดับติดลบ เพื่อให้ชาวสหรัฐสามารถรีไฟแนนซ์หนี้  “ธนาคารกลางสหรัฐควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ 0% หรือต่ำกว่านั้น เพื่อให้เราเริ่มการรีไฟแนนซ์หนี้ โดยต้นทุนด้านดอกเบี้ยควรถูกปรับลดลง และมีการขยายเวลาออกไป”  “สหรัฐควรจ่ายในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด ขณะที่ไม่มีเงินเฟ้อ แต่เป็นเพราะความไร้เดียงสาของนายเจอโรม พาวเวล และเฟด ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่ประเทศอื่นกำลังทำกัน และเรากำลังสูญเสียโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตอันเนื่องจากความหัวรั้นของเฟด” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ
  • (+) “เจพีมอร์แกน เชส”เตรียมรับมือภาวะอัตราดอกเบี้ยติดลบในสหรัฐ  นายเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน เชส กล่าวว่า ถึงแม้ว่าเขามีความไม่มั่นใจต่อกระแสอัตราดอกเบี้ยติดลบในประเทศต่างๆทั่วโลก แต่เขาก็กำลังเตรียมการให้เจพีมอร์แกน เชสพร้อมรับมือกับภาวะอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในสหรัฐ  “ผมไม่คิดว่าเราจะมีอัตราดอกเบี้ยติดลบในสหรัฐ แต่เรากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งนี้ ตามหลักการบริหารความเสี่ยง ขณะที่เราต้องกังวลต่อผลกระทบในระยะยาวของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว” เขากล่าว  นายไดมอนยอมรับว่า เขารู้สึกประหลาดใจต่อการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ขณะที่เขาเคยกล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า อัตราดอกเบี้ยควรดีดตัวขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอาจแตะระดับ 4%
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี PPI เพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนส.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนก.ค.  ดัชนี PPI ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของค่าใช้จ่ายในภาคบริการ แม้ราคาพลังงานดิ่งลง  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะทรงตัวในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบรายปี  ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหาร, พลังงาน และภาคบริการ เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนก.ค.  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนก.ค.
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 227.61 จุด ขานรับการค้าสหรัฐ-จีนส่งสัญญาณบวก  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (11 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากรัฐบาลจีนเปิดเผยรายชื่อสินค้าของสหรัฐที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ก่อนที่การเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศจะเปิดฉากขึ้นในเดือนหน้า โดยข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของราคาหุ้นแอปเปิล หลังจากบริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ iPhone รุ่นใหม่  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,137.04 จุด เพิ่มขึ้น 227.61 จุด หรือ +0.85% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,000.93 จุด เพิ่มขึ้น 21.54 จุด หรือ +0.72% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,169.68 จุด เพิ่มขึ้น 85.52 จุด หรือ +1.06%
  • (-) เงินดอลล์แข็งหลังดัชนี PPI สหรัฐสูงกว่าคาด ตลาดจับตาประชุม ECB,เฟด  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อของสหรัฐนั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค. ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้ รวมทั้งการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.77 เยน จากระดับ 107.43 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9929 ฟรังก์ จากระดับ 0.9909 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3193 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3150 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1007 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1046 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.2324 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2353 ดอลลาร์