ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 24, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 11 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

นักลงทุนที่มีทองคำในมือ อาจแบ่งขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,740-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ชะลอการสะสมทองคำเพิ่มหากราคาไม่อ่อนตัวลง ขณะที่การเข้าซื้อควรรอการอ่อนตัวลงมาบริเวณโซน 1,722-1,706 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,722 1,706 1,689 แนวต้าน : 1,746 1,754 1,765

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.08 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยเริ่มได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขดัชนี CPI พื้นฐาน และดัชนี CPI ที่ปรับตัวลดลง 0.1% ในเดือนพ.ค. สวนทางคาดการณ์ว่าจะทรงตัว  ก่อนที่ราคาทองคำจะได้รับแรงหนุนอย่างมาก หลังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีมติ “คง” ดอกเบี้ยไว้ที่ 0.00-0.25% ตามคาด  พร้อมให้คำมั่นว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป  ในส่วนของ Economic Projections พบว่า เฟดมีมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจในทุกด้าน  เห็นได้จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลงถึง -6.5% ในปีนี้  และมีการ “ลด” คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้และปีหน้าลงเหลือ 0.8% และ 1.6% ตามลำดับ  รวมถึงปรับ “เพิ่ม” คาดการณ์อัตราการว่างงานในปีนี้และปีหน้าสู่ระดับ 9.3% และ 6.5% ตามลำดับ  ด้านค่ากลางของ Dot Plot สะท้อนว่า “อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ใกล้ศูนย์ไปจนถึงปี 2022”  นอกจากนี้  นายพาวเวล์ประธานเฟดยังย้ำชัดอีกว่า “การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในความคิดของเฟดเลยในเวลานี้” ทั้งนี้  สัญญาณการดำเนินผ่อนคลายนโยบายการเงินจากเฟดเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  เป็นปัจจัยกดดันดัชนีดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง -0.37% จนเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ  ขณะที่มุมมองเชิงลบในตลาดแรงงานและแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐกดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง  ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 282.31 จุดจึงเป็นปัจจัยกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองเพิ่ม  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,739  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ที่ถือครองทองเพิ่มขึ้น +4.90 ตันสู่ระดับ 1,129.50 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำพยายามขึ้นไปทดสอบแนวต้านในโซน  1,740-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากแรงซื้อไม่มากพอหรือราคาไม่สามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้น ยังคงมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบ แนวรับ 1,727-1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับถัดไปนั้นอยู่ในบริเวณ 1,706 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ระดับต่ำสุดของวันก่อนหน้า)

กลยุทธ์การลงทุน :

เก็งกำไรระยะสั้นฝั่งขายหากเกิดการดีดตัวขึ้นไปใกล้บริเวณ 1,740-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากสามารถยืนเหนือ 1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือ ถ้าต้องการเข้าซื้อคืนหรือเก็งกำไรฝั่งซื้อให้รอราคาอ่อนตัวลงมาใกล้แนวรับโซน 1,727-1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดส่งสัญญาณตรึงดบ.ยาวถึงปี 65  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปจนถึงปี 2565 และยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.11 เยน จากระดับ 107.73 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9437 ฟรังก์ จากระดับ 0.9501 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3383 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3394 ดอลลาร์แคนาดาสกุลเงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1389 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1343 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2765 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2739 ดอลลาร์
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 282.31 จุด หลังเฟดคาดศก.สหรัฐหดตัว,”พาวเวล”กังวลตลาดแรงงาน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (10 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี้ และนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานและแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้นปิดที่เหนือระดับ 10,000 จุดเป็นครั้งแรก โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,989.99 จุด ลดลง 282.31 จุด หรือ -1.04% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,190.14 จุด ลดลง 17.04 จุด หรือ -0.53% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,020.35 จุด เพิ่มขึ้น 66.59 จุด หรือ +0.67%
  • (+) “พาวเวล”กังวลพิษโควิดฉุดเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน ให้คำมั่นใช้เครื่องมือทุกด้านเพื่อฟื้นฟู  นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวานนี้ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาตรการต่างๆที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดนั้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรุนแรง และทำให้ตัวเลขการว่างงานพุ่งขึ้นด้วย  นายพาวเวลกล่าวว่า ตัวเลขการใช้จ่ายและการผลิตร่วงลงอย่างหนักในเดือนเม.ย. และมีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสปัจจุบันของสหรัฐจะลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนในตลาดแรงงานนั้น แม้ตัวเลขการจ้างงานจะดีดตัวขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายในเดือนพ.ค. แต่อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่างงานในหมู่คนงานที่มีรายได้ต่ำ กลุ่มสตรี และชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน  ทั้งนี้ นายพาวเวลกล่าวว่า ชาวอเมริกันตกงานเป็นจำนวนมากกว่า 20 ล้านคนนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีนี้ และการที่พวกเขาจะได้ตำแหน่งงานคืนมานั้นอาจต้องใช้เวลานานหลายปี ด้วยเหตุนี้ ภารกิจที่สำคัญของเฟดคือการฟื้นฟูตลาดแรงงานให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว  นายพาวเวลยังกล่าวด้วยว่า “แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความไม่แน่นอนที่สูงมาก แต่เราจะเรียนรู้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากธุรกิจต่างๆจะกลับมาเปิดดำเนินการมากขึ้น”  ส่วนในเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนั้น นายพาวเวลกล่าวว่า “การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในความคิดของเราเลยในเวลานี้” และยังกล่าวด้วยว่า “ประชาชนหลายล้านคนอาจจำเป็นต้องรับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไปอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้”
  • (+) เฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 6.5% ปีนี้ ก่อนขยายตัว 5% ในปีหน้า  คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในวันนี้ และยืนยันว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และบรรลุเป้าหมายของเฟดในการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของราคา  ขณะเดียวกัน เฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี้ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้น 5% ในปี 2564 และเฟดยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% จนถึงปี 2565
  • (+) โควิด-19 ฉุดดัชนี CPI สหรัฐร่วงเป็นเดือนที่ 3 ในพ.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปลดลง 0.1% ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI ทั่วไปทรงตัวในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายปี  หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานลดลง 0.1% ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 หลังจากดิ่งลง 0.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2500
  • (-) จีนยังซื้อถั่วเหลืองสหรัฐต่อเนื่องแม้เกิดความขัดแย้ง  จีนซื้อถั่วเหลืองสหรัฐอย่างต่อเนื่อง แม้มีการแสดงความเห็นที่รุนแรงขึ้นจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐประเด็นฮ่องกง  แหล่งข่าวระบุว่า ผู้ซื้อภาครัฐและภาคเอกชนซื้อถั่วเหลืองอย่างน้อย 10 คาร์โกในเดือนนี้ โดย 3 คาร์โกจำหน่ายในคืนที่ผ่านมา จีนต้องการอุปทานดังกล่าว และราคาของสหรัฐดึงดูดใจสำหรับคาร์โกที่ส่งมอบหลังการเก็บเกี่ยว  ข้อตกลงดังกล่าวช่วยผ่อนคลายตลาดที่กังวลเกี่ยวกับภาวะติดขัดทางการค้าอีกครั้ง