จันทร์. พ.ย. 18th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 11 พ.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

การเข้าซื้ออาจต้องรอจังหวะการอ่อนตัวลงของราคาจึงค่อยเข้าซื้อ หรือ หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1,456 1,447 1,436  แนวต้าน : 1,473 1,480 1,494

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 5.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์  และปิดตลาดในรายสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลดลงถึง -3.42% ซึ่งมากที่สุดในรอบ 3 ปี  โดยได้รับแรงกดดันหลักจากความหวังเชิงบวกว่าสหรัฐและจีนจะสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าที่ยืดเยื้อมากกว่า 1 ปีได้  สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงหนุนอย่างมากให้แก่สินทรัพย์เสี่ยงและทำให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยถูกลดทอนลงจึงได้เห็นแรงขายในตลาดทองคำ  ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกแรงขายออกมาเช่นกันจนดันบอนด์ยีลด์สหรัฐให้ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่าจึงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่ม  ส่งผลให้ทองคำดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3  เดือนบริเวณ 1,456 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของวันศุกร์  ก่อนที่ราคาจะลดช่วงติดลบลงได้บ้างหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า เขาไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน  อย่างไรก็ดี  ดอลลาร์ยังคงแข็งค่าและตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเคลื่อนไหวไม่ไกลจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ไม่ไกลมากนัก  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -13.19 ตัน  สำหรับวันนี้ปริมาณการซื้อขายในตลาดสหรัฐอาจเบาบางกว่าปกติเพราะภาคธนาคารของสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันทหารผ่านศึก แต่ตลาดหุ้น  ตลาดทองคำและตลาดเงินของสหรัฐเปิดทำการตามปกติ

จจัยทางเทคนิค :

แม้ว่าวันก่อนหน้าราคาจะทำระดับต่ำสุดใหม่แต่ไม่มากนัก ประกอบมีแรงเข้าซื้อพยุงราคาไว้ หากราคาทองคำยังสามารถสามารถยืนเหนือโซน 1,458-1,456 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เกิดการดีดตัวขึ้น โดยประเมินแนวต้านบริเวณที่ 1,473-1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านดังกล่าวได้ก็จะเห็นแรงขายทำกำไรสลับออกมาอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเข้าเสี่ยงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซน 1,458-1,456 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 1,456 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งขายทำกำไรหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,473-1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”ประกาศชัด ค้านแนวคิดยกเลิกรีดภาษีจีน  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวในวันนี้ว่า เขาไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ถึงแม้ว่าจีนต้องการให้เขาดำเนินการดังกล่าวก็ตาม คำกล่าวของปธน.ทรัมป์สวนทางกับแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีนวานนี้ที่ว่า สหรัฐและจีนได้ตกลงกันที่จะทยอยยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าของแต่ละฝ่ายที่มีการกำหนดขึ้นในช่วงที่สหรัฐและจีนทำสงครามการค้าก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษานโยบายการค้าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ยังไม่ได้ไปไกลถึงขั้นที่จีนได้แถลงออกมา นายนาวาร์โรยังกล่าวว่า การประกาศของจีนเป็นแทคติคที่ต้องการกดดันทำเนียบขาวให้ยอมรับเงื่อนไขการทยอยยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้า
  • (+) เกาหลีเหนือขีดเส้นตายสิ้นปีนี้รอคำตอบสหรัฐรื้อฟื้นความสัมพันธ์  นายโจ โชล-ซู นักการทูตเกาหลีเหนือ กล่าวว่า โอกาสในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐกลับสู่ภาวะปกติกำลังลดน้อยลง และเกาหลีเหนือต้องการให้สหรัฐแสดงท่าทีในเชิงบวกภายในสิ้นปีนี้ “เราได้ให้เวลาแก่สหรัฐมากพอแล้ว และเรากำลังรอคำตอบภายในสิ้นปีนี้ โดยผมขอบอกว่า หน้าต่างแห่งโอกาสถูกปิดลงทุกวัน” นายโจ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายอเมริกาเหนือของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ กล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 6.44 จุด เมินข่าว “ทรัมป์” ค้านแผนยกเลิกภาษีจีน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (8 พ.ย.) โดยดัชนีดาวโจนส์, S&P 500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นในตลาด แม้มีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐไม่เห็นด้วยกับแผนการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งทำให้ตลาดไม่แน่ใจเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนก็ตาม ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,681.24 จุด เพิ่มขึ้น 6.44 จุด หรือ +0.02%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,093.08 จุด เพิ่มขึ้น 7.90 จุด หรือ +0.26% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,475.31 จุด เพิ่มขึ้น 40.80 จุด หรือ +0.48%
  • (-) ดอลล์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังนลท.ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนได้กลับเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง หลังตลาดได้แรงหนุนจากแนวโน้มความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.21% สู่ระดับ 98.3521 ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9974 ฟรังก์ จากระดับ 0.9955 ฟรังก์ และแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3227 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3181 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.15 เยน จากระดับ 109.30 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1023 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1047 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2783 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2820 ดอลลาร์
  • (-) ปธ.เฟดนิวยอร์กชี้เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง, นโยบายการเงินเหมาะสมแล้วในขณะนี้  นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยในวันศุกร์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จะช่วยขจัดความเสี่ยงจากการทำสงครามการค้ากับจีน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เขากล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจได้บ่งชี้ถึงภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานที่ระดับต่ำถึง 3.5% นั้น จะไม่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น นายวิลเลียมส์ระบุด้วยว่า นโยบายการเงินของเฟดมีความเหมาะสมแล้วในขณะนี้ หลังจากที่เฟดได้ลงมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์ที่ผ่านมาสู่ระดับเป้าหมายในช่วง 1.50-1.75%
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนพ.ย.  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 95.7 ในเดือนพ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 95.3 จากระดับ 95.5 ในเดือนต.ค.