ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 11 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำเน้นการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับเพราะหากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือโซน 1,690-1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านอีก 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

แนวรับ : 1,690 1,680 1,668 แนวต้าน : 1,723 1,739 1,747

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 12.06 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันหลังตัวเลขในตลาดแรงงานสหรัฐออกมาดีเกินคาด ทั้งนี้  การจ้างงานนอกภาคเกษตรดิ่งลง 20.5 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย. แม้เป็นตัวเลขการจ้างงานแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ แต่ยังดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจร่วงลงถึง 22 ล้านตำแหน่ง  ส่วนอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 14.7% ในเดือนเม.ย. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 16.0%เช่นกัน  นอกจากนี้  ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการทะยานขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง  ท่ามกลางความคาดหวังเชิงบวกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นหลังหลายรัฐของสหรัฐและหลายประเทศทั่วโลกกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง  ประกอบกับนักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนลงชั่วคราว  หลังเจ้าหน้าที่การค้าของทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่าจะปฏิบัติตามพันธสัญญาของข้อตกลงการค้าเฟส 1 อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังสามารถทรงตัวเหนือ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบ  ส่วนหนึ่งเพราะราคาได้รับแรงหนุนจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลังทั่วโลก  ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  อีกทั้งราคายังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ETF ทองคำต่อเนื่อง นำโดยกองทุน SPDR ที่ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์ +5.85 ตันสู่ระดับ 1,081.65 ตัน  ทำให้ในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้วถึง +188.40 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากการอ่อนตัวลงของราคาทองคำยังสามารถรักษาระดับเหนือบริเวณแนวรับ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อาจจะเห็นการดีดตัวกลับขึ้นไปบริเวณแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้ราคายังคงอ่อนตัวลง โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนหน้า)

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,690-1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรจากการดีดตัวขึ้น (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐคุมเข้มวีซ่านักข่าวจีนขณะสองประเทศตึงเครียดกรณีโควิด-19 ระบาด  สื่อต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่ในวันศุกร์ (8 พ.ค.) เพื่อคุมเข้มการออกวีซ่าให้กับนักข่าวชาวจีน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ที่จีนปฏิบัติต่อนักข่าวสหรัฐก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก  กฎเกณฑ์ใหม่ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะจำกัดการออกวีซ่าให้กับนักข่าวชาวจีนที่ทำงานให้กับสื่อของรัฐบาลจีนในสหรัฐเป็นระยะเวลาเพียง 90 วัน และไม่จำเป็นต้องต่ออายุวีซ่าดังกล่าว เว้นเสียแต่ว่านักข่าวเหล่านั้นจะย้ายไปทำงานกับบริษัทหรือสื่ออื่นๆ 
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก เหตุนลท.เทขายหลังสหรัฐเผยตัวเลขจ้างงานร่วงหนัก  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ออกมา หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรร่วงลงเป็นประวัติการณ์ถึง 20.5 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย.  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.15% สู่ระดับ 99.7399 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9708 ฟรังก์ จากระดับ 0.9733 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3931 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3991 ดอลลาร์แคนาดา แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 106.66 เยน จากระดับ 106.29 เยน  ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0840 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0825 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าแตะที่ระดับ 1.2410 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2357 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6525 ดอลลาร์ จากระดับ 0.6486 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 455.43 จุด ขานรับข้อมูลจ้างงานร่วงน้อยกว่าคาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (8 พ.ค.) หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเม.ย.ร่วงลงน้อยกว่าที่วิตกกัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข่าวที่ว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐและจีนได้หารือกันเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเฟสแรก โดยจีนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะปรับปรุงบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,331.32 จุด เพิ่มขึ้น 455.43 จุด หรือ +1.91%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,929.80 จุด เพิ่มขึ้น 48.61 จุด หรือ +1.69% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,121.32 จุด เพิ่มขึ้น 141.66 จุด หรือ +1.58%
  • (-) สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตรดิ่ง 20.5 ล้านตำแหน่ง ขณะว่างงานพุ่ง 14.7%  กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรดิ่งลง 20.5 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นตัวเลขการจ้างงานที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ   อย่างไรก็ดี ตัวเลขการจ้างงานในเดือนเม.ย.ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะร่วงลง 21.5 ล้านตำแหน่ง  ส่วนอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 14.7% ในเดือนเม.ย. ซึ่งสูงกว่าระดับ 10.8% ซึ่งเป็นอัตราการว่างงานสูงสุดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ต่ำกว่าระดับ 24.9% ซึ่งเป็นตัวเลขอัตราการว่างงานในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ส่วนตัวเลขอัตราการว่างงานสูงสุดในช่วงเกิดวิกฤตการเงินในเดือนต.ค.2552 อยู่ที่ระดับ 10%  ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 16% ในเดือนเม.ย. หลังจากอยู่ที่ระดับ 4.4% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2560 ขณะที่แตะระดับ 3.5% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี 
  • (+/-) “ทรัมป์”ชี้ไม่ควรถูกตำหนิ หลังสหรัฐเผยตัวเลขจ้างงานซบเซาเป็นประวัติการณ์  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่ควรถูกตำหนิ กรณีที่สหรัฐมีตัวเลขการจ้างงานลดลงกว่า 20 ล้านตำแหน่งในเดือนที่แล้ว  “เรื่องนี้มีการคาดการณ์ก่อนแล้ว ซึ่งไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด ซึ่งแม้แต่พรรคเดโมแครตก็ไม่ได้ตำหนิผมในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ผมจะทำคือผมจะนำการจ้างงานกลับมาอีก” ปธน.ทรัมป์กล่าว  ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรดิ่งลง 20.5 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นตัวเลขการจ้างงานที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ