ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 11 ก.พ.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว หากราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านด้านบนโซน 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้ทยอยขายทำกำไร และปิดสถานะขายหากราคายืนเหนือโซน 1,556-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,556 1,547 1,535  แนวต้าน : 1,576 1,589 1,602

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวไม่ไกลจากระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์บริเวณ 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดบวกกว่า 170 จุด ส่วน  S&P500 และNasdaq ปิดทำนิวไฮ หลังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของจีนเริ่มกลับมาดำเนินการตามปกติวานนี้  นอกจากนี้สินทรัพย์เสี่ยงยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการที่ธนาคารกลางจีนจัดหาเงินกู้วงเงินรวม 3 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้กับธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจ (policy bank) เพื่อให้นำไปปล่อยกู้ต่อ ส่วนรัฐบาลจีนประกาศอัดฉีดงบประมาณกว่า 3 ล้านหยวน และผ่อนปรนภาษีให้กับบริษัทต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา  ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่าต่อเนื่องจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นกัน  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังปรับตัวสูงขึ้นได้จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  สำหรับวันนี้ติดตามการแถลงการณ์ว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ  ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร และการเปิดเผยตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาสามารถรักษาระดับได้แต่เมื่อราคาปรับตัวขึ้นก็มีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเพิ่มขึ้น ระยะสั้นราคาทองคำยังมีลุ้นดีดขึ้นทดสอบแนวต้าน แต่หากราคาทองคำไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดแรงขายทำกำไรสลับออกมา  และอาจทำให้ราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,556-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อสร้างฐานราคา

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการซื้อขายระยะสั้น โดยเสี่ยงขายหากราคาไม่สามารถผ่านโซน 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ อาจทยอยเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรบางส่วนหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,556-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดสามารถถือสถานะขายต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) WHO เตือนจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนานอกจีนอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง  ชาวจีนได้เริ่มกลับมาทำงานแล้วเมื่อวานนี้ หลังจากที่รัฐบาลจีนสั่งขยายช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกประเทศจีนที่มีการรายงานในขณะนี้ อาจเป็นเพียง”ยอดของภูเขาน้ำแข็ง”  นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า WHO มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปจีน 
  • (+) บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลง ตลาดยังคงวิตกไวรัสโคโรนาแพร่ระบาด  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ท่ามกลางการซื้อขายอย่างระมัดระวัง ขณะที่นักลงทุนจับตาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  ณ เวลา 23.53 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.559% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ 2.028%
  • (-) ดอลลาร์ดีดตัวทำนิวไฮ 4 เดือนเทียบยูโร ตัวเลขจ้างงานแข็งแกร่งหนุนตลาด  ดอลลาร์ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนเทียบยูโร โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนพากันเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  นอกจากนี้ ยูโรยังถูกกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอของยูโรโซน และความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมืองในเยอรมนี  ณ เวลา 22.34 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์อ่อนค่า 0.01% สู่ระดับ 109.71 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.20% สู่ระดับ 119.95 เยน และอ่อนค่าลง 0.08% สู่ระดับ 1.0934 ดอลลาร์ หลังจากแตะระดับ 1.0925 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.03% สู่ระดับ 98.71
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 174.31 จุด รับข่าวจีนออกมาตรการลดผลกระทบไวรัสโคโรนา  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (10 ก.พ.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยได้แรงหนุนจากการที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของจีนเริ่มกลับมาดำเนินการตามปกติเมื่อวานนี้ รวมทั้งรายงานที่ว่า ธนาคารกลางและรัฐบาลจีนได้ประกาศอัดฉีดเงินทุนให้กับภาคเอกชนเพื่อลดผลกระทบของไวรัสโคโรนาที่กำลังแพร่ระบาด  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,276.82 จุด เพิ่มขึ้น 174.31 จุด หรือ +0.60% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,352.09 จุด เพิ่มขึ้น 24.38 จุด หรือ +0.73% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,628.39 จุด เพิ่มขึ้น 107.88 จุด หรือ +1.13%
  • (-) ผู้เชี่ยวชาญแนะแบงก์ชาติจีนหั่นดบ.เงินฝากเพื่อให้ธ.พาณิชย์ลดดบ.เงินกู้ช่วยภาคเอกชน  นายหม่า จุน ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา  “ความเสียหายที่เกิดจากการแพร่ระบาดอาจมากกว่าที่ประเมินไว้ และเราควรป้องกันการขาดทุนในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สงบในสังคม และการว่างงาน” นายหม่ากล่าว  นายหม่ายังกล่าวว่า รัฐบาลควรปรับเพิ่มสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณของรัฐ, เพิ่มการลดหย่อนภาษีและให้การอุดหนุนมากขึ้นสำหรับบริษัทขนาดเล็ก ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของรัฐบาลควรช่วยแบกรับต้นทุนบางส่วนให้ภาคเอกชน เช่น ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง, ค่าน้ำ, ไฟฟ้า และการสื่อสาร
  • (+/-) นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้  ทั้งนี้ นายพาวเวลจะกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ และต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพุธ  นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายพาวเวล เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ, ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในปีนี้ รวมทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ