ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 10 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาโซน 1,674-1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเปิดสถานะซื้อ ขณะที่การปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรอาจรอการปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้านโซน 1,690-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางเนื่องในวัน Good Friday

แนวรับ : 1,674 1,658 1,542 แนวต้าน : 1,690 1,703 1,723

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 37.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือกว่า +2% โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังจากการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่พุ่งขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 6.6 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5 ล้านราย สะท้อนมาตรการปิดเมือง(Lockdown)เพื่อยับยั้งการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ชาวอเมริกันถูกปลดจากงานกว่า 16 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์เท่านั้น  นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มหลังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกด้วย  ประกอบกับ นายJerome Powell ประธานเฟดย้ำชัดว่าเฟดจะ “ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้” พร้อมให้คำมั่นในการรักษาต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำจนกว่าเศรษฐกิจจะผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ซึ่งการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินจากเฟดอย่างต่อเนื่องจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกให้กับทองคำ  ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,690.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +5.56 ตันสู่ระดับ 994.19 ตัน สำหรับวันนี้ปริมาณการซื้อขายมีแนวโน้มจะเบาบางเนื่องจากตลาดเงิน  ตลาดทุนรวมถึงตลาดทองคำใน ฮ่องกง, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และสหรัฐจะปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวัน Good Friday

จจัยทางเทคนิค :

แม้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้น แต่ระยะสั้นเมื่อราคาพยายามดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,689-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของเดือนก.พ.)แต่ยังไม่สามารถยืนเหนือระดับโซนดังกล่าวได้อย่างมั่นคง อาจจะเกิดแรงขายกดดันให้ราคาลงมาสู่แนวรับเพื่อสะสมแรงซื้อในโซน 1,674-1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเปิดสถานะซื้อระยะสั้นในบริเวณ 1,674-1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุนหากหลุด1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้) แต่หากราคาปรับตัวขึ้นไปก่อนให้พิจารณาบริเวณ 1,690-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะซื้อ เพื่อทำกำไร แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 เม.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศอัดฉีดเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐพุ่งเกินคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.48 เยน จากระดับ 108.81 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9668 ฟรังก์ จากระดับ 0.9712 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4020 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4039 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0923 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0861 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2445 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2392 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6318 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6235 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) เฟดประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เยียวยาธุรกิจจากพิษโควิด-19  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ในวันนี้ เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ เฟดจะปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่มีพนักงานไม่เกิน 10,000 คน และมีรายได้ไม่เกิน 2.5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว โดยสินเชื่อดังกล่าวจะมีวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่เกิน 25 ล้านดอลลาร์
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานพุ่งเกินคาดเซ่นพิษโควิด-19  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 6.6 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.25 ล้านราย  ทั้งนี้ เมื่อรวมตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่มีการรายงานในวันนี้รวมกับ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พบว่าตัวเลขดังกล่าวสูงกว่า 16 ล้านราย
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี PPI ลดลง 0.2% ในเดือนมี.ค.  ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 0.2% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากดิ่งลง 0.6% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2558  ดัชนี PPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาพลังงาน ขณะที่ราคาในภาคบริการปรับตัวขึ้น  อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนมี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.พ.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะปรับตัวลง 0.4% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายปี
  • (+/-) “พาวเวล”คาดเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่ง หลังทรุดตัวจากพิษโควิด-19  นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงสามารถฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แม้มีการทรุดตัวลงในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  “เฟดกำลังดำเนินการเท่าที่สามารถทำได้เพื่อให้เศรษฐกิจผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากนี้ และเมื่อเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส ธุรกิจต่างๆก็จะเปิดดำเนินการอีกครั้ง และแรงงานก็จะกลับเข้าทำงาน ทำให้เราเชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง” นายพาวเวลกล่าวในการสัมมนาผ่านทางเว็บไซต์ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันบรูกกิงส์  นายพาวเวลยังกล่าวว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะจัดหาสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่ตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0%
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวก 285.80 จุด ขานรับเฟดออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มการเงินดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นเช่นกัน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,719.37 จุด เพิ่มขึ้น 285.80 จุด หรือ +1.22% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,789.82 จุด เพิ่มขึ้น 39.84 จุด หรือ +1.45% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,153.58 จุด เพิ่มขึ้น 62.67 จุด หรือ +0.77%