ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 10 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,703-1,689 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และทยอยปิดสถานะทำกำไรหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,722-1,733 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาอาจมีความผันผวนจากผลการประชุมเฟด

แนวรับ : 1,689 1,668 1,657 แนวต้าน : 1,722 1,733 1,746

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจาก 2 ปัจจัยหลัก  ได้แก่  (1.) การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อาจส่งสัญญานสายพิราบ(Dovish) หรือ ในเชิงสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมที่กำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางดึกของคืนวันนี้  หรือ แม้กระทั่งอาจเตรียมพิจารณาดำเนินมาตรการ Yield Curve Control(YCC) ซึ่งเป็นการควบคุมบอนด์ยีลด์ระยะยาวไม่ให้มีการปรับตัวขึ้นเหนือระดับเป้าหมายมาใช้  นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการเปิดเผยตัวเลขการรับสมัครงาน (JOLTS Job Openings) ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ที่ลดลงเกินคาดสู่ระดับ 5.05 ล้านตำแหน่ง แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ ธ.ค.ปี 2014 อีกด้วย  ส่วนปัจจัยหนุนที่ (2.) คือ การร่วงลงของตลาดหุ้น  จากแรงขายทำกำไร  ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดปรับตัวลดลง 300.14 จุด หรือ -1.09% จนกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  สถานการณ์ดังกล่าวจึงช่วยหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -0.88 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และจับตาผลการประชุมเฟด คาดเฟด“คง” ดอกเบี้ยไว้ที่ 0.00-0.25% ตามเดิม  แต่แนะนำจับตาสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต  รวมถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐในสายตาเฟดผ่านทางแถลงการณ์ของนายเจอโรม  พาวเวลล์ประธานเฟด, Economic Projections (คาดการณ์ GDP, อัตราการว่างงาน  และอัตราเงินเฟ้อ) และ Dot Plot(คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำเกิดความผันผวนได้

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,722-1,733 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ระยะสั้นอาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลง โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,703-1,689 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ประเมินว่าเป็นเพียงแรงขายทำกำไรระยะสั้น  และอาจจะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ลงทุนระยะสั้นโดยเปิดสถานะซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,703-1,689 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,689 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอซื้อใหม่ในโซน 1,668-1,657 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ อาจทยอยแบ่งทองคำออกขายหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,722-1,733 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก นักลงทุนจับตาประชุมเฟด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเดินหน้าเทขายสกุลเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง เช่นสกุลเงินยูโร ท่ามกลางความหวังที่ว่า เศรษฐกิจทั่วโลกจะฟื้นตัวหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.31% สู่ระดับ 96.3320 เมื่อคืนนี้   ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.73 เยน จากระดับ 108.33 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9501 ฟรังก์ จากระดับ 0.9568 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3394 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3363 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1343 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1303 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2739 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2722 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6965 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ  0.7020 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วง นักลงทุนซื้อพันธบัตร หลังตลาดหุ้นดิ่ง  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันซื้อพันธบัตร หลังการดิ่งลงของตลาดหุ้น  ณ เวลา 23.36 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.817% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.567%
  • (+) แรงขายทำกำไรฉุดดาวโจนส์ปิดร่วง 300.14 จุด ตลาดจับตาประชุมเฟด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (9 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดาวโจนส์พุ่งขึ้นติดต่อกัน 6 วันทำการ อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ยังคงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,272.30 จุด ลดลง 300.14 จุด หรือ -1.09% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,207.18 จุด ลดลง 25.21 จุด หรือ -0.78% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,953.75 จุด เพิ่มขึ้น 29.01 จุด หรือ +0.29%
  • (+) บริษัทต่างๆของจีนระงับแผนจดทะเบียนในสหรัฐขณะความตึงเครียดร้อนแรง  ทนายความ, ทนายความ, นักบัญชี และเจ้าหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบกล่าวต่อสื่อมวลชนว่า บริษัทต่างๆของจีนเลื่อนแผนจดทะเบียนในสหรัฐ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนทวีความร้อนแรง   การยุติความสนใจดังกล่าว โดยเฉพาะจากบริษัทที่อยู่ในช่วงแรกของการวางแผน เป็นผลมาจากการเสนอร่างกฎหมายของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ยากขึ้นสำหรับบริษัทจีนบางแห่งในการเปิดตัวในอเมริกาและการเพิ่มการตรวจสอบหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวด้านบัญชีที่บริษัท Luckin Coffee ของจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Starbucks  นายสตีเฟน ชาน หุ้นส่วนบริษัทกฎหมาย Dechert LLP ในฮ่องกงระบุว่า “เราเห็นลูกค้าระงับแผนทำไอพีโอในสหรัฐในขณะนี้ เหตุผลสำหรับการชะลอคือความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน”
  • (-) สหรัฐเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งดีดตัวในเดือนเม.ย. หลังดิ่งหนักเดือนมี.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนเม.ย. หลังจากดิ่งลง 1.1% ในเดือนมี.ค.  ส่วนยอดขายในภาคค้าส่งทรุดตัวลง 16.9% ในเดือนเม.ย. หลังจากร่วงลง 5.1% ในเดือนมี.ค.
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมสูงกว่าคาดในเดือนพ.ค.  สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) แถลงในวันนี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมปรับตัวขึ้น 4.5 จุด สู่ระดับ 94.4 ในเดือนพ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์