ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 1 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นทำกำไรระยะสั้น โดยแรงขายชัดเจนขึ้นหลังจากราคาทดสอบกรอบแนวต้านด้านบนหลายครั้งแล้วไม่ผ่าน หากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านโซน 1,594-1,608 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการเข้าซื้อควรลงทุนระยะสั้น

แนวรับ : 1,561 1,547 1,535 แนวต้าน : 1,594 1,608 1,626

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  44.68 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำถูกแรงขายกดดันหลังจากช่วงที่ผ่านมาราคาพยายามทดสอบกรอบด้านบนหลายครั้งแต่ไม่สามารถทะลุผ่านไปได้  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีเกินคาด  อาทิ  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโก ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาคการผลิตในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐ ร่วงลงน้อยกว่าคาดสู่ระดับ 47.8 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐจาก Conference Board ที่ปรับตัวลงน้อยกว่าคาดสู่ระดับ 120.0 ในเดือนมี.ค.  ประกอบกับดัชนี Dow Jones ปิดร่วงลง 410.32 จุด หรือ -1.84% จากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดแรงขายเพิ่มเติมในตลาดทองคำจากความต้องการเงินสด  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังทำผลงานได้ดีในไตรมาส 1 ของปีนี้ด้วยการปรับตัวขึ้นเกือบ +4%  และเป็นการปิดตลาดในแดนบวกเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +2.64 ตันสู่ระดับ 967 ตัน ทำให้ในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้ว +73.75 ตัน  สะท้อนกระแสเงินทุนไหลเข้า ETF ทองคำ  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  อาทิ  การจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP, ดัชนี PMI  ภาคการผลิตจากมาร์กิตและ ISM  และข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง

จจัยทางเทคนิค :

ราคาเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากปรับตัวลงในวันก่อนหน้า แต่หากระหว่างวันหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,594-1,608 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสอ่อนตัวลงต่อ โดยหากไม่สามารถยืนเหนือบริเวณแนวต้านแรกโซน 1,594 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับลงจะมีแนวรับในโซน 1,561 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรกกรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นทำกำไรระยะสั้นโดยรอเปิดสถานะขาย บริเวณ 1,594 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายซื้อไปยังโซนแนวต้านถัดไป บริเวณ 1,608 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากผ่านบริเวณ 1,608 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่หากราคาตัวลงแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะขายทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,561- 1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “โกลด์แมน แซคส์”คาด GDP สหรัฐลด 9% ใน Q1 ขณะทรุด 34% ใน Q2  โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐจะลดลง 9% ในไตรมาส 1 และทรุดตัว 34% ในไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นการดิ่งลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  อย่างไรก็ดี โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาดีดตัว 19% ในไตรมาส 3 ซึ่งจะเป็นการขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์  เมื่อพิจารณาทั้งปีนี้ โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะดิ่งลง 6.2% ซึ่งจะเป็นตัวเลขการขยายตัวที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่  นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์คาดว่า อัตราการว่างงานจะพุ่งแตะ 15% ในปีนี้ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 9%
  • (+) “S&P”ชี้โควิด-19 มีแนวโน้มฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกใกล้ 0%  ในขณะเศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนจากวิกฤติโควิด-19 และการสั่งปิดเมืองทั่วประเทศในตลาดสำคัญต่างๆ บริษัท S&P Global Ratings คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะถูกกดดันสู่ใกล้ 0%  นายพอล กรูเอนวาล์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกของ S&P ระบุว่า “ในการตอบสนองต่อผลกระทบเป็นพิเศษที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของการระบาดของโควิด-19 ต่อกิจกรรมเศรษฐกิจและตลาดการเงิน เราปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกสู่เพียง 0.4% ในปีนี้และคาดถึงการฟื้นตัวสู่ 4.9% ในปี 2021 การปรับลงในกิจกรรมจะรุนแรงอย่างยิ่ง   คาดการณ์ที่ 0.4% จะเป็นระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่การทรุดตัวของเศรษฐกิจปี 1982 เมื่อการเติบโตของโลกอยู่ที่ 0.43% ในช่วงขาลงทางการเงินรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในปี 1929-1933  ก่อนการระบาดของโควิด-19 S&P คาดการณ์ถึงการเติบโตในปี 2020 ที่ 3.3%
  • (+) ไวรัสโควิด-19 คร่าชีวิตชาวอเมริกันมากกว่าเหตุการณ์ 9/11    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ขณะนี้สหรัฐมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 3,186 ราย  ตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในวันที่ 11 ก.ย.2544 ที่มีผู้เสียชีวิต 2,977 ราย ขณะที่ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 19 ราย 
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดออกมาตรการหนุนสภาพคล่อง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (31 มี.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศข้อตกลงซื้อคืนพันธบัตรสำหรับหน่วยงานด้านการเงินต่างชาติและระหว่างประเทศ (FIMA Repo Facility) เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงินทั่วโลก ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19   ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.68 เยน จากระดับ 108.00 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4090 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4160 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.9636 ฟรังก์ จากระดับ 0.9597 ฟรังก์  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1016 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1027 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2434 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2386 ดอลลาร์
  • (-) Conference Board เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนมี.ค.  ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 120.0 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 132.6 ในเดือนก.พ. แต่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 110.0
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดร่วง 410.32 จุด วิตกโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจทรุด  ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (31 มี.ค.) และเมื่อพิจารณาตลอดไตรมาส 1/2563 ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติทรุดตัวลงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,917.16 จุด ร่วงลง 410.32 จุด หรือ -1.84% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,584.59 จุด ลดลง 42.06 จุด หรือ -1.60% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,700.10 จุด ลดลง 74.05 จุด หรือ -0.95%