ข้ามไปยังทูลบาร์
ตุลาคม 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 1 ต.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้น โดยอาจต้องพิจารณาโซน 1,875-1,862 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดซื้อ อย่างไรก็ตามหากราคาปรับตัวขึ้นไปไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,906-1,919 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจทยอยแบ่งขายทำกำไรตามแนวต้านต่างๆ

แนวรับ : 1,875 1,862 1,847  แนวต้าน : 1,906 1,919 1,932

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 11.88 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,902.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  โดยดัชนีดอลลาร์ร่วงลงในระหว่างวันหลังจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมา “ดีเกินคาด” ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐจาก ADP, ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 8.8% และตัวเลขประมาณครั้งสุดท้ายสำหรับ GDP ประจำไตรมาส 2/2020 ซึ่งอยู่ที่ -31.4% ซึ่งดีกว่าที่คาด  และดีกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 และตัวเลขประมาณการครั้งที่แรก  นอกจากนี้  สินทรัพย์เสี่ยงยังทะยานขึ้นรับความหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  จึงทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยออกมา  จนส่งผลหนุนราคาทองคำในระหว่างวัน  อย่างไรก็ดี  ดัชนีดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมาเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐ  ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาพยุงดอลลาร์เอาไว้จนเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในที่สุด  ทั้งนี้  ราคาทองปิดตลาดในเดือนก.ย.ด้วยการร่วงลงกว่า -4%  ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงในรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่พ.ค.ปี 2016 หรือในรอบ 4 ปี  อย่างไรก็ดี  ราคาทองปิดไตรมาส 3/2020 ด้วยการทะยานขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ +6% ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE), การใช้จ่ายและรายได้ส่วนบุคคล, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตจาก ISM และข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง 

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำสามารถยืนเหนือโซน 1,875 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของวันอังคาร)ได้ ขณะที่ราคามีการยกระดับต่ำสุดและสูงสุดขึ้น โดยราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,906-1,919 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามหากยืนไม่ได้ ยังคงต้องระวังแรงขายทำกำไรสลับเข้ามาเพิ่มเมื่อราคาปรับตัวขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้น โดยเข้าซื้อโซนแนวรับ 1,875-1,862 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,847 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เมื่อราคาปรับตัวขึ้นให้แบ่งขายทำกำไรหากไม่ผ่านโซนแนวต้าน 1,902-1,906 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากผ่านได้ชะลอการทำกำไรไปโซนแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,919 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (-) สหรัฐเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายสูงเป็นประวัติการณ์ในส.ค.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 8.8% แตะระดับ 132.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 3.4%
  • (-) สหรัฐเผย GDP Q2/63 หดตัว 31.4% แต่คาดพุ่ง 30% ใน Q3  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นประมาณการครั้งสุดท้ายสำหรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2563 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 31.4% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ที่สหรัฐเริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2490 หรือกว่า 70 ปีก่อนหน้านี้  อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับ GDP ประจำไตรมาส 2/2563 ดีกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ที่ระบุว่าเศรษฐกิจหดตัวลง 31.7% และดีกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระบุว่าเศรษฐกิจหดตัวลง 32.9%
  • (-) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนก.ย.  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 749,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 650,000 ตำแหน่ง  นอกจากนี้ ADP ยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนในเดือนส.ค.สู่ระดับ 481,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่ระดับ 428,000 ตำแหน่ง
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบยูโร ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสดใส ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโรและฟรังก์สวิส ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.ของสหรัฐในวันศุกร์นี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9212 ฟรังก์ จากระดับ 0.9195 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.48 เยน จากระดับ 105.68 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3312 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3385 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1714 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1737 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2897 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2861 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.7161 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7129 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) “มนูชิน”หวังทำเนียบขาว-คองเกรสบรรลุดีลกระตุ้นเศรษฐกิจ  นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า เขาจะทำการเจรจาครั้งใหม่กับนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในวันนี้ เกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  นายมนูชินกล่าวว่า เขามีความหวังว่าเขาจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับนางเพโลซีในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  “เราจะใช้ความพยายามอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง และเรามีความหวังว่าเราจะประสบความสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่าเราจะประนีประนอมกันได้” นายมนูชินกล่าว
  • (+/-) รมว.คลังสหรัฐชี้ทำเนียบขาวจะไม่ยอมรับแผนเยียวยาศก.วงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์  เมื่อวานนี้นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า คณะบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐจะไม่ยอมรับข้อเสนอของพรรคเดโมแครตสำหรับมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากโควิด-19 วงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์และบ่งชี้ว่า เขาต้องการข้อตกลงที่มีวงเงินใกล้เคียงมากขึ้นกับระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์  นายมนูชินระบุในการให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ Fox Business Network ว่า “เราจะไม่ทำข้อตกลงวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์”  เมื่อได้รับคำถามว่า การประนีประนอมที่วงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์จะยอมรับได้หรือไม่ เขากล่าวว่า “ควรอยู่ที่ประมาณนั้น”
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 329.04 จุด รับข้อมูลศก.สดใส,มาตรการกระตุ้นศก.คืบหน้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (30 ก.ย.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่าทำเนียบขาวและสภาคองเกรสจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ขณะที่นักลงทุนซึมซับผลการดีเบตรอบแรกเมื่อวานนี้ ซึ่งผลสำรวจบ่งชี้ว่า นายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,781.70 จุด พุ่งขึ้น 329.04 จุด หรือ +1.20% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,363.00 จุด เพิ่มขึ้น 27.53 จุด หรือ +0.83% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,167.51 จุด เพิ่มขึ้น 82.26 จุด หรือ +0.74%