พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 1 ต.ค.62(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ราคาทองคำปรับลงแรงหลุดแนวรับสำคัญทางด้านเทคนิค

คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย.

แนวโน้มราคาทองคำกลับเป็นขาลง

  • ราคาทองคำเมื่อวานลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2  โดยปรับลงแรงในการซื้อขายช่วงกลางคืนจากปัจจัยลบทางด้านเทคนิค หลังจากหลุดแนวรับสำคัญทางด้านเทคนิคที่ 1,485-1,490 ดอลลาร์ ทำให้ราคาปรับลงอย่างรวดเร็วและทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือนที่ 1,464 ดอลลาร์ นอกจากนี้ทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าสหรัฐกำลังพิจารณาจำกัดพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสหรัฐในจีน  ทำให้คาดว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะเป็นไปด้วยดี  ทางด้านกองทุน SPDR ขายทองคำ 2.05 ตัน หลังจากซื้อทองคำ 28.73 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.4 จากระดับ 49.1 ในเดือนส.ค. ส่วนคืนพรุ่งนี้ติดตามการจ้างงานภาคเอกชน ADP ของสหรัฐเดือนก.ย.
  • แนวโน้มราคาทองคำกลับเป็นขาลง หลังจากหลุดแนวรับสำคัญทางด้านเทคนิคที่ 1,485-1,490 ดอลลาร์ ทำให้ต้องระมัดระวังการลงทุน ทั้งนี้ทองคำมีแนวรับที่ 1,465 ดอลลาร์ และแนวรับสำคัญที่ 1,450 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,480 ดอลลาร์ และ 1,485 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,472.10 -24.68 1,465/1,450 1,480/1,485

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
21,600 -150 21,300/21,150 21,450/21,500

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
21,450 -230 21,400/21,240 21,570/21,630

สำหรับนักลงทุนที่เปิดสถานะขายไว้แนะนำปิดสถานะที่ราคาทอง Spot 1,465 ดอลลาร์ (GF 21,400 บาท) และ 1,450 ดอลลาร์ (GF 21,240 บาท)

ส่วนการลงทุนในทองแท่ง แนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,465 ดอลลาร์ และ 1,450 ดอลลาร์

โกลด์ฟิวเจอร์สออนไลน์

Close chg Support Resistance
1,482.20 -17.50 1,475/1,460 1,490/1,495

สำหรับนักลงทุนที่เปิดสถานะขายไว้แนะนำปิดสถานะที่ราคา GOZ19 1,475 ดอลลาร์ และ 1,460 ดอลลาร์  

ค่าเงินบาท

เงินบาทในวันนี้คาดจะเคลื่อนไหวกลับอ่อนค่าลง หลังจากเมื่อวานแข็งค่าขึ้น จากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและเงินทุนจากต่างประเทศยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทคาดจะเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง โดยเงินบาทมีแนวรับที่  30.52 และ 30.50 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่  30.57 และ 30.60 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ยูโรอ่อนเทียบดอลล์ หลังเงินเฟ้อเยอรมนีขยายตัวต่ำกว่าคาด

          ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (30 ก.ย.) หลังจากมีรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีขยายตัวต่ำกว่าคาดในเดือนก.ย. ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย. ยูโรอ่อนค่าลงหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมีเปิดเผยตัวเลขประมาณการเบื้องต้นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ขยายตัวที่ระดับ 1.2% ในเดือนก.ย. ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.3%

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดร่วง $33.5 นลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังดาวโจนส์ฟื้น

       สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (30 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีดตัวขึ้น นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดทองคำ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 33.5 ดอลลาร์ หรือ 2.22% ปิดที่ 1,472.9  ดอลลาร์/ออนซ์  สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 65.4 เซนต์ หรือ 3.7% ปิดที่ 16.998 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดร่วง $1.84 หลังซาอุฯฟื้นการผลิตน้ำมันเร็วกว่าคาด

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนเมื่อคืนที่ผ่านมา (30 ก.ย.) หลังจากมีรายงานว่า ซาอุดี อารามโค ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย สามารถฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันได้ถึงระดับก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตีโรงงานน้ำมันเมื่อช่วงกลางเดือนก.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลที่ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและสงครามการค้าอาจจะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลก สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ร่วงลง 1.84 ดอลลาร์ หรือ 3.3% ปิดที่ 54.07 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. ดิ่งลง 1.13 ดอลลาร์ หรือ 1.8% ปิดที่ 60.78 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.

ตลาดหุ้นต่างประเทศ :ดาวโจนส์ปิดบวก 96.58 จุด หุ้นแอปเปิลพุ่งหนุนตลาด

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (30 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นแอปเปิล หลังจากเจพีมอร์แกนประกาศปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้นแอปเปิล อันเนื่องมาจากยอดขาย iPhone ที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าสหรัฐกำลังพิจารณาจำกัดการลงทุนในจีน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,916.83 จุด เพิ่มขึ้น 96.58 จุด หรือ +0.36% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,976.74 จุด เพิ่มขึ้น 14.95 จุด หรือ +0.50% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,999.34 จุด เพิ่มขึ้น 59.71 จุด หรือ +0.75%

จีนยืนยันเปิดกว้างตลาดการเงินต่อไป หลังมีข่าวทำเนียบขาวเล็งจำกัดการลงทุนของสหรัฐในจีน

           หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของจีนเปิดเผยว่า จีนจะดำเนินนโยบายเปิดกว้างในตลาดการเงิน และสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศต่อไป  หลังจากที่มีข่าวออกมาว่าทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดการลงทุนของสหรัฐในจีน และปลดบริษัทจีนออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ คณะกรรมการความมั่นคงทางการเงินและการพัฒนาของคณะรัฐบาลจีนเผยแพร่บทความลงบนเว็บไซต์ของสำนักงานเมื่อวานนี้ว่า “เราจะส่งเสริมการเปิดกว้างทางการเงินแบบสองทางที่มีคุณภาพระดับสูงต่อไป และในขณะเดียวกันก็จะให้การสนับสนุนสถาบันการเงิน รวมถึงกองทุนจากต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในตลาดเงินของจีน เพื่อผลักดันและเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับระบบการเงินภายในประเทศ”   ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้ออกมารายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดพอร์ทการลงทุนของนักลงทุนสหรัฐในจีน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน และส่งผลกระทบต่อการลงทุนวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีหุ้น  ขณะที่สื่อต่างประเทศรายอื่นๆ ซึ่งรวมถึงเซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง รายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ได้เริ่มคุมเข้มข้อกำหนด และชะลอการอนุมัติคำขอในการขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทจีนหลายแห่ง โดยให้เหตุผลว่า หุ้น IPO เหล่านี้มักได้เงินทุนจากนักลงทุนจีนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่จดทะเบียนในสหรัฐ

โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐเผยรัฐบาลยังไม่มีแผนถอดบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐในขณะนี้

          นางโมนิกา คราวลีย์ โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า ในขณะนี้รัฐบาลสหรัฐยังไม่มีแผนที่จะห้ามไม่ให้บริษัทจีนเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ  “คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่มีแผนที่จะห้ามบริษัทจีนเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐในขณะนี้” นางคราวลีย์กล่าว แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะดำเนินมาตรการอื่นๆ  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของโฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐมีขึ้นหลังจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานก่อนหน้านี้ว่า ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดการลงทุนของสหรัฐในจีน และปลดบริษัทจีนออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ  ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดพอร์ทการลงทุนของนักลงทุนสหรัฐในจีน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน และส่งผลกระทบต่อการลงทุนวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีหุ้น บลูมเบิร์กยังรายงานด้วยว่า แนวทางหนึ่งในการจำกัดการลงทุนของสหรัฐในจีน คือการปลดบริษัทจีนออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ และจำกัดการลงทุนของกองทุนบำนาญของรัฐบาลสหรัฐในตลาดจีน

สื่อจีนเตือนสหรัฐจำกัดการลงทุนบริษัทจีนอาจส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ

          จีนกล่าวหาสหรัฐว่าพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ หลังมีข่าวว่าสหรัฐเตรียมควบคุมการลงทุนของสหรัฐในบริษัทจีน หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีนระบุว่า ข่าวเรื่องการถอดบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีนและสหรัฐ รวมถึงบริษัทของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมเสริมว่า นักการเมืองสหรัฐเชื่อว่าการแยกจากจีนนั้นเป็นเรื่องง่าย และไม่ส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดพอร์ทการลงทุนของนักลงทุนสหรัฐในจีน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน และส่งผลกระทบต่อการลงทุนวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีหุ้น          อย่างไรก็ตาม นางโมนิกา คราวลีย์ โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่าในขณะนี้รัฐบาลสหรัฐยังไม่มีแผนที่จะห้ามไม่ให้บริษัทจีนเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ