จันทร์. พ.ย. 18th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 1 ต.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคายังไม่หลุดโซน 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รอการดีดตัวแล้วเปิดสถานะขายในบริเวณ 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากผ่านบริเวณ 1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เพื่อไปรอซื้อคืนบริเวณแนวรับบริเวณ 1,464-1,452 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,464 1,452 1,439  แนวต้าน : 1,479 1,487 1,500

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลงอย่างหนักถึง  24.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังจากนายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษานโยบายการค้าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า รายงานข่าวที่ระบุว่า สหรัฐกำลังพิจารณาจำกัดการลงทุนในจีน เป็น”เฟคนิวส์”  ประเด็นดังกล่าวกลับมากระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดสหรัฐซึ่งกดดันราคาทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  พร้อมกับหนุนสกุลเงินดอลลาร์ให้แข็งค่า  นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการร่วงของสกุลเงินยูโรสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน  หลังการเปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีที่ชะลอตัวลงเกินคาดเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนก.ย.  ปัจจัยที่กล่าวมาก่อให้เกิดแรงขายจนกดดันให้ราคาหลุดระดับแนวรับสำคัญซึ่งกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคเพิ่มเติม  ส่งผลให้ราคาทองคำปิดตลาดวานนี้ด้วยการปรับตัวลดลง -1.7% และปิดตลาดในเดือนก.ย.ด้วยการปรับตัวลดลง -3.5%  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังคงปิดตลาดในไตรมาส 3 ด้วยการปรับตัวสูงขึ้น 4.46%  ด้านกองทุน SPDR  ลดการถือครองทองคำลง -2.05 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐจากมาร์กิตและ ISM

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือ 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้มีแนวโน้มอ่อนตัวลงสู่บริเวณแนวรับ อย่างไรก็ตามในโซน 1,479-1,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไป ต้องจับตาแรงขายเก็งกำไรที่อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยหากยืนไม่อยู่ประเมินแนวรับที่ 1,464 หรือ 1,452 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาไม่ผ่าน 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อาจรอเปิดสถานะขายในโซนดังกล่าว เพื่อหวังทำกำไรหากราคาทองคำอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือแนวรับบริเวณ 1,464-1,452 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อย่างไรก็ตามการลงทุนควรเป็นในลักษณะเก็งกำไรระยะสั้นในทิศทางขาลงและไม่ควรถือสถานะข้ามคืน

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) MNI เผยดัชนี PMI เขตชิคาโกบ่งชี้ภาวะหดตัวในเดือนก.ย.  MNI Indicators เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโก ร่วงลงสู่ระดับ 47.1 ในเดือนก.ย. จากระดับ 50.4 ในเดือนส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.5
  • (-) ที่ปรึกษาทำเนียบขาวยันข่าวสหรัฐเตรียมจำกัดการลงทุนในจีน เป็น”เฟคนิวส์”  นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษานโยบายการค้าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า รายงานข่าวที่ระบุว่า สหรัฐกำลังพิจารณาจำกัดการลงทุนในจีน เป็นรายงานข่าวที่ไม่ถูกต้อง  “ผมได้อ่านข่าวดังกล่าวที่ปรากฎในสำนักข่าวบลูมเบิร์กอย่างระมัดระวัง พบว่า กว่าครึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือแทบจะไม่ถูกต้องทั้งหมด” นายนาวาร์โรกล่าว  สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดการลงทุนของสหรัฐในจีน และเพิกถอนบริษัทจีนออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ  ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวกำลังพิจารณาที่จะจำกัดพอร์ทการลงทุนของนักลงทุนสหรัฐในจีน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน และส่งผลกระทบต่อการลงทุนวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีหุ้น  บลูมเบิร์กยังรายงานว่า แนวทางหนึ่งในการจำกัดการลงทุนของสหรัฐในจีน คือการปลดบริษัทจีนออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ และจำกัดการลงทุนของกองทุนบำนาญของรัฐบาลสหรัฐในตลาดจีน  “นี่ถือเป็นการไม่รับผิดชอบของวงการสื่อสารมวลชน และปัญหาที่เราประสบ ก็คือ ข่าวร้ายมักได้รับความสนใจมากกว่าข่าวดี” นายนาวาร์โรกล่าว
  • (-) EU เผยยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ Brexit แม้เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือน  นายวัลดิส ดอมโบรฟสกีส รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU (Brexit) แม้เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนก่อนถึงกำหนดเส้นตายในการแยกตัววันที่ 31 ต.ค.  “เหลือเวลาเพียง 1 เดือน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน” นายดอมโบรฟสกีสกล่าว  นายดอมโบรฟสกีสระบุว่า ถึงแม้ว่านายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยังไม่ได้เรียกร้องให้ EU ขยายเวลา Brexit ออกไป แต่รัฐสภาอังกฤษสามารถบังคับให้นายจอห์นสันดำเนินการดังกล่าว สิ่งนี้จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์สถานการณ์ Brexit  อย่างไรก็ดี นายดอมโบรฟสกีสย้ำว่า มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน ก็คือ การออกจาก EU โดยไม่มีการทำข้อตกลง หรือ no-deal Brexit จะเป็นสถานการณ์ในแง่ลบสำหรับอังกฤษและ EU ดังนั้น เราจึงต้องดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้”
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 96.58 จุด หุ้นแอปเปิลพุ่งหนุนตลาด, นลท.คลายกังวลข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-จีน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (30 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นแอปเปิล หลังจากเจพีมอร์แกนประกาศปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้นแอปเปิล อันเนื่องมาจากยอดขาย iPhone ที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าสหรัฐกำลังพิจารณาจำกัดการลงทุนในจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,916.83 จุด เพิ่มขึ้น 96.58 จุด หรือ +0.36% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,976.74 จุด เพิ่มขึ้น 14.95 จุด หรือ +0.50% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,999.34 จุด เพิ่มขึ้น 59.71 จุด หรือ +0.75%
  • (-) ยูโรอ่อนเทียบดอลล์ หลังเงินเฟ้อเยอรมนีขยายตัวต่ำกว่าคาด  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 ก.ย.) หลังจากมีรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีขยายตัวต่ำกว่าคาดในเดือนก.ย. ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0901 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0941 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2296 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2290 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6750 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6761 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.07 เยน จากระดับ 107.82 เยน