กรกฎาคม 28, 2021

GOLD.in.th

ราคา ทอง วันนี้ และช่องทางข่าวสาร เพื่อการลงทุน "ทองคำ"

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 9 ก.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรซื้อขายระยะสั้นจากการแกว่งตัวโดยมีแนวรับบริเวณ 1,795-1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,818-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,795 1,783 1,769  แนวต้าน : 1,818 1,831 1,846

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 1.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ราคาทองคำทะยานขึ้นแรงในช่วงบายของวานนี้ตามเวลาไทย  โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน 1.25% ท่ามกลางความวิตกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดหนักในหลายประเทศทั่วโลก  ขณะที่ CDC เผยวานนี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น 11% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  โดยเฉพาะยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ  สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  จนกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ร่วงลงอย่างหนัก  ซึ่งช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 373,000 รายในสัปดาห์ที่แล้วอีกด้วย  ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,818.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุด  ส่วนตลาดหุ้นลดช่วงติดลบบางส่วน  จนกดดันให้เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดทองคำ  ประกอบกับเกิดแรงขายทางเทคนิคหลังจากเกิดสัญญาณ Bearish RSI Divergence นั่นส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงกว่า 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากระดับสูงสุดในระหว่างวัน  แตะระดับต่ำสุดในระหว่างวันที่ 1,794.26  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือทองลดลง -0.29  ตัน  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น โดยหากยืนเหนือบริเวณ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า) การขยับขึ้นจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดโซนแนวรับแรก กรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,783  ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไป ที่ 1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด) ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,818-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 2,000 ราย สู่ระดับ 373,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว จากระดับ 371,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้  ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 350,000 ราย
  • (+) บอนด์ยีลด์สหรัฐดิ่งต่ำสุดรอบ 5 เดือน ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจโลก  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดิ่งลงแตะ 1.25% ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. ขณะที่นักลงทุนพากันซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ณ เวลา 19.05 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.28% หลังจากดิ่งลงสู่ 1.25% ก่อนหน้านี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.89%
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 259.86 จุด วิตกโควิดฉุดเศรษฐกิจทรุด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (8 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,421.93 จุด ลดลง 259.86 จุด หรือ -0.75% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,320.82 จุด ลดลง 37.31 จุด หรือ -0.86% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,559.78 จุด ลดลง 105.28 จุด หรือ -0.72%
  • (+) ตัวเลขผู้ติดโควิด-ผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพิ่มขึ้นรอบใหม่ในสหรัฐฯ  ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC เปิดเผยในวันพฤหัสบดีว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น 11% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ  ผู้อำนวยการ CDC โรเชลล์ วาเลนสกี กล่าวในการแถลงสรุปสถานการณ์การระบาดประจำสัปดาห์ ที่ทำเนียบขาว ระบุว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นราว 7% ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตกลับลดลงต่อเนื่อง 
  • (+) อังกฤษผ่อนคลายมาตรการกักตัวสำหรับผู้ฉีดวัคซีนครบแล้ว  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอังกฤษ กล่าวในวันพฤหัสบดีว่า ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ชาวอังกฤษที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่จำเป็นต้องกักตัวเองอีกต่อไปเมื่อเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงระดับต่ำถึงระดับปานกลาง รวมทั้ง สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป  รัฐมนตรีแกรนท์ แชปส์ กล่าวว่า ชาวอังกฤษที่จะเดินทางกลับประเทศยังต้องผ่านการตรวจหาเชื้อเป็นเวลาสามวันก่อนเดินทางกลับ และสองวันหลังจากมาถึงแล้ว ซึ่งหากมีผลเป็นลบก็ไม่จำเป็นต้องกักตัวอีก 
  • (+) ยูโรแข็งค่าเทียบดอลล์ ขานรับ ECB ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อ  สกุลเงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 ก.ค.) หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศปรับเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.24% แตะที่ 924174 เมื่อคืนนี้  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1839 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1806 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3776 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3801 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7424 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7487 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.81 เยน จากระดับ 110.61 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9157 ฟรังก์ จากระดับ 0.9250 ฟรังก์
  • (+/-) ECB ประกาศยกเครื่องนโยบายครั้งใหญ่ ปรับเป้าเงินเฟ้อ-ร่วมแก้ไขโลกร้อน  ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศปรับเป้าหมายเงินเฟ้อในวันนี้ พร้อมกับเปิดเผยบทบาทใหม่ของทางธนาคารในการร่วมมือแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งถือเป็นการยกเครื่องนโยบายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 23 ปีของการก่อตั้ง ECB  ทั้งนี้ ECB เปิดเผยว่า ทางธนาคารจะเปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อจากเดิมที่กำหนดให้ “อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%” โดยปรับเป็น “อยู่ที่ระดับ 2%” แต่ ECB จะใช้ความยืดหยุ่น โดยจะอนุญาตให้เงินเฟ้อ หรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สามารถดีดตัวขึ้นสูงกว่า 2% หากมีความจำเป็น  ECB ระบุว่า เป้าหมายเงินเฟ้อเดิมที่ระบุให้เงินเฟ้อ “อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%” ได้สร้างความรู้สึกที่ว่า ECB มีความกังวลต่อการที่เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย มากกว่ากังวลต่อการที่เงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้ ECB ได้ข้อสรุปในวันนี้ว่า การขยายตัวของราคาทั้งอยู่เหนือและอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์  อย่างไรก็ดี ECB ชี้แจงว่า ภายใต้บางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเงินอย่างเข้มข้นและอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อสามารถดีดตัวขึ้นชั่วคราวเหนือระดับเป้าหมาย

%d bloggers like this: