กันยายน 26, 2021

GOLD.in.th

ราคาทองวันนี้ ข่าวสารเพื่อการลงทุน "ทองคำ"

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 6 ส.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว หากราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านโซน 1,816-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ทยอยเปิดสถานะขาย แล้วรอปิดสถานะขายหากราคายืนเหนือโซน 1,790-1,776 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,790 1,776 1,765  แนวต้าน : 1,818 1,833 1,845

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 7.30  ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,814.91 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดัชนีดอลลาร์  หลังเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นขานรับผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยและวงเงิน QE ตามคาด  พร้อมเผยแผนการว่าจะเริ่มต้นถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรในอนาคต  อย่างไรก็ดี  ราคาทองปรับตัวลงหลังจากนั้น  โดยกลับมาได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ดีดตัวทะลุ 1.20% สู่ระดับสูงสุดที่ 1.2285% หลังตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานลดลง 14,000 รายในสัปดาห์ที่แล้วสู่ระดับ 385,000 ราย  ซึ่งอยู่ในระดับทีใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ตัวเลขการเลิกจ้าง(Layoffs) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 21 ปีในเดือนก.ค. เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน  สะท้อนภาวะตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวขึ้น  ซึ่งการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงจากระดับสูงสุดสู่ระดับต่ำสุดบริเวณ 1,797.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาปิดตลาดเหนือ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลดลง -0.36 ตันสำหรับวันนี้จับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร, อัตราการว่างงานและรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงประจำเดือนก.ค.ของสหรัฐ  ทั้งนี้  หากตัวเลขดังกล่าวออกมา “ดีเกินคาด” จะกระตุ้นการคาดการณ์เกี่ยวกับถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินของเฟดและส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำ  กลับกันหากตัวเลขออกมา “แย่เกินคาด” ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำ

จจัยทางเทคนิค :

เมื่อราคาปรับตัวขึ้นอาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเพิ่มขึ้น ระยะสั้นราคาทองคำยังมีลุ้นดีดขึ้นทดสอบแนวต้าน แต่หากราคาทองคำไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 1,813-1,816 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรออกมาสลับออกมาและอาจทำให้ราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 1,790-1,776 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อสร้างฐานราคา

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการซื้อขายระยะสั้น โดยเสี่ยงขายหากราคาไม่สามารถผ่านโซน 1,816-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนสถานะขายหากราคาผ่าน 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ทั้งนี้อาจทยอยเข้าซื้อคืนหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,790-1,776 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิ.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้น 6.7% สู่ระดับ 7.57 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.41 หมื่นล้านดอลลาร์ 
  • (+) แบงก์ชาติอังกฤษเผยแผนลดวงเงิน QE อิงตามดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้ โดย BoE ได้เปิดเผยแผนการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จากปัจจุบันที่ระดับ 8.95 แสนล้านปอนด์  ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ BoE ระบุว่า BoE จะเริ่มปรับลดวงเงิน QE เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 0.5% โดย BoE จะไม่นำรายได้จากพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษที่ครบกำหนดอายุกลับมาลงทุนใหม่นอกจากนี้ BoE จะเริ่มขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ออกไป เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1.0%
  • (+) ปอนด์แข็งค่า หลังแบงก์ชาติอังกฤษประกาศแผนลด QEเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (5 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และเปิดเผยแผนการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.02% แตะที่ 92.2534 เมื่อคืนนี้  เงินปอนด์แข็งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3932 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3887 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.1835 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1838 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7404 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7382 ดอลลาร์สหรัฐ   ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.75 เยน จากระดับ 109.46 เยน แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9061ฟรังก์ จากระดับ 0.9063ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2494 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2551 ดอลลาร์แคนาดา
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 271.58 จุด ขานรับตัวเลขว่างงานรายสัปดาห์ลดลง ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (5 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaqปิดทำนิวไฮ ขานรับตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว รวมทั้งผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ค.ของสหรัฐในวันนี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,064.25 จุด เพิ่มขึ้น 271.58 จุด หรือ +0.78% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,429.10 จุด เพิ่มขึ้น 26.44 จุด หรือ +0.60% ดัชนี Nasdaqปิดที่ 14,895.12 จุด เพิ่มขึ้น 114.58 จุด หรือ +0.78%
  • (-) โมเดอร์นาเผยวัคซีน 2 เข็มต้านโควิดนาน 6 เดือน หาก 3 เข็มช่วยป้องกันเดลตา บริษัทโมเดอร์นา อิงค์ เปิดเผยว่า วัคซีนของบริษัทยังคงมีประสิทธิภาพถึง 93% ในการต้านไวรัสโควิด-19 ภายในเวลา 6 เดือนหลังจากที่มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2  ตัวเลขประสิทธิภาพดังกล่าวสูงกว่าวัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทค ซึ่งระบุว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงราว 6% ทุกๆ 2 เดือน และจะอยู่ที่ราว 84% ในเวลา 6 เดือนหลังมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2  นอกจากนี้ วัคซีนของโมเดอร์นาสามารถให้การป้องกัน 98% ต่อการเกิดอาการของโรคที่รุนแรง และมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โมเดอร์นายังเปิดเผยว่า ผลการทดลองบ่งชี้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนของโมเดอร์นาครบ 3 โดสจะมีภูมิต้านทานไวรัสโควิด-19 ที่มีการกลายพันธุ์จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ แกมมา เบตา และเดลตา
  • (+/-) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานลดลง สอดคล้องคาดการณ์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 14,000 ราย สู่ระดับ 385,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์  อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงสูงกว่าระดับ 230,000 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ  ส่วนจำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 366,000 ราย สู่ระดับ 2.93 ล้านราย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องต่ำกว่าระดับ 3 ล้านรายนับตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2563
  • (+/-) แบงก์ชาติอังกฤษคงดอกเบี้ย,วงเงิน QE ตามคาด ขณะเตือนเงินเฟ้อพุ่ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้ โดย BoE มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นอกจากนี้ BoE ประกาศคงวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8.95 แสนล้านปอนด์ เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

%d bloggers like this: