GOLD.in.th
ราคาทองวันนี้ ข่าวสาร วิเคราะห์ ทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 5 ส.ค.65 by YLG

200

- Advertisement -

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

แนะนำเสี่ยงเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยบริเวณแนวต้านโซน 1,800-1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ นำแบ่งทองคำออกขายเพื่อรอซื้อในโซนแนวรับ 1,780-1,777 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,777 1,762 1,744  แนวต้าน : 1,803 1,820 1,838

ปัจจัยพื้นฐาน

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 25.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนหลายประการ ได้แก่

(1.) แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวัน ล่าสุดวานนี้ กองทัพจีนได้ยิงขีปนาวุธ 9 ลูกในระหว่างการซ้อมรบ และมีขีปนาวุธจำนวน 5 ลูกได้ตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น (EEZ) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จีนได้ยิงขีปนาวุธตกลงในบริเวณดังกล่าว

(2.) การแข็งค่าของปอนด์ ขานรับการที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 8-1 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 1.75% ในการประชุมวันนี้ โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 27 ปีของ BoE ซึ่งการแข็งค่าของเงินปอนด์กดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าจนเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ แม้ในระหว่างการซื้อขายราคาทองคำจะอ่อนตัวลงบ้าง หลังจากการเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้า และตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสหรัฐ ที่ออกมาดีเกินคาด

- Advertisement -

ขณะที่เงินปอนด์มีแรงขายสลับออกมาเป็นระยะ อย่างไรก็ดี มีแรงซื้อ Buy the dip สลับเข้ามาเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงต่ำกว่าระดับ 2.7% ขณะที่นักลงทุนพากันเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หลัง BoE ออกแถลงการณ์เตือนว่า เศรษฐกิจอังกฤษจะเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2022 จนถึงสิ้นปี 2023 ซึ่งการร่วงลงของบอนด์ยีลด์หนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย รวมถึงกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าเพิ่มจนเป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการทะยานขึ้นของทองคำสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือนบริเวณ 1,794.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง 0.33 ตัน สำหรับวันนี้จับตาการเปิดเผยตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค

หลังจากราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่ง หากวันนี้ ทดสอบแนวต้านที่ 1,800-1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (1,803 ระดับต่ำสุดของเดือนมิ.ย.) แล้วราคายังไม่สามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ ราคามีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรและปรับตัวลงทดสอบแนวรับโซน 1,780-1,777 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้ราคาจะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง แต่หากหลุดแนวรับแรก ราคามีโอกาสอ่อนตัวลงต่อ ทดสอบแนวรับสำคัญโซนโซน 1,762 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน

หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านโซน 1,800-1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แนะนำเสี่ยงเปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น (ตั้งจุดตัดขาดทุนหากผ่าน 1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์ )เพื่อรอเข้าซื้อคืนหรือเปิดสถานะซื้อใหม่ในบริเวณ 1,777-1,762 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยืนเหนือแนวรับได้

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (4 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขาย ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ค.ในวันนี้  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.76% แตะที่ระดับ 105.6940  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 132.91 เยน จากระดับ 134.11 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9546 ฟรังก์ จากระดับ 0.9623 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2851 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2842 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0252 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0157 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2174 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2145 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.6981 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6947 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีร่วงต่ำกว่า 2.7% หลังเผยตัวเลขว่างงานพุ่ง  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงต่ำกว่าระดับ 2.7% ในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขว่างงานพุ่งขึ้นในวันนี้  ณ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.685% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.971%
  • (+) “ลิซ ทรัสส์” ว่าที่นายกฯผู้ดี ลั่นกระตุ้นศก. หลัง BoE เตือนถดถอยนานกว่า 1 ปี  นางลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ และเป็นผูที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ กล่าวว่า ตนจะใช้งบประมาณฉุกเฉินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอังกฤษ หลังจากที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เตือนว่าเศรษฐกิจจะเผชิญภาวะถดถอยยาวนานกว่า 1 ปี
  • (+) สหรัฐเรียกร้องจีนอย่าโอเวอร์รีแอคต่อการเดินทางเยือนไต้หวันของ “เพโลซี”  นายจอห์น เคอร์บี โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า จีนไม่ควรมีปฏิกริยามากเกินไปต่อการเดินทางเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ หลังมีรายงานว่าจีนได้ทำการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันโดยใช้กระสุนจริง  “เรากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องให้จีนอย่ามีปฏิกริยามากเกินไป เพราะไม่มีเหตุผลที่จีนจะเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค” นายเคอร์บีกล่าว
  • (+) ญี่ปุ่นโวยจีนยิงขีปนาวุธ 5 ลูกตกในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ  กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นแถลงว่า กองทัพจีนได้ยิงขีปนาวุธ 9 ลูกในวันนี้ และจำนวน 5 ลูกได้ตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น (EEZ) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จีนได้ยิงขีปนาวุธตกลงในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฮาเตรูมะ  “นี่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติของเรา และความปลอดภัยของประชาชน” นายโนบูโอะ คิชิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว  นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ทำการประท้วงทางการทูตต่อรัฐบาลจีน  นายโยชิมาสะ ฮายาชิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เรียกร้องให้จีนยุติการซ้อมรบใกล้เกาะไต้หวันโดยทันที
  • (-) สหรัฐเผยขาดดุลการค้าลดลงสู่ 7.96 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าสหรัฐลดลง 6.2% สู่ระดับ 7.961 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย.  ทั้งนี้ การนำเข้าลดลง 0.3% สู่ระดับ 3.404 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 2.608 แสนล้านดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานใกล้นิวไฮ 8 เดือนในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 6,000 ราย สู่ระดับ 260,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2564 และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
  • (+/-) BoE ขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ครั้งใหญ่ที่สุดรอบ 27 ปี หวังสกัดเงินเฟ้อ  ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 8-1 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 1.75% ในการประชุมวันนี้ โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 27 ปีของ BoE หรือนับตั้งแต่ปี 2538 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ  การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 ของ BoE นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2564 ส่งผลให้ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2551  ทั้งนี้ เงินเฟ้อในอังกฤษพุ่งแตะ 9.4% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี หลังจากที่ราคาอาหารและพลังงานต่างพุ่งขึ้นจากการที่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ.
  • (+/-) BoE เตือนชัดเศรษฐกิจอังกฤษถดถอยตั้งแต่ Q4/65 ยาวนาน 5 ไตรมาส  ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ออกแถลงการณ์เตือนว่า เศรษฐกิจอังกฤษจะเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2565 จนถึงสิ้นปี 2566  BoE ระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษจะเผชิญภาวะถดถอยนานถึง 5 ไตรมาส ซึ่งเป็นช่วงเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ที่เศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤตการเงิน โดยรายได้ในภาคครัวเรือนของอังกฤษจะทรุดตัวลงอย่างหนักในปี 2565-2566 ขณะที่การบริโภคเริ่มหดตัว

- Advertisement -

Comments
Loading...