GOLD.in.th
ราคาทองวันนี้ ข่าวสาร วิเคราะห์ ทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 3 ธ.ค.64 by HGF

64

- Advertisement -

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำถูกกดดันจากการคาดว่าเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

คืนนี้สหรัฐจะประกาศการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย.

แนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดเคลื่อนไหว Sideways down

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ในระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน จากแรงกดดันการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่ด้านโกลด์แมน แซคส์คาดว่าเฟดจะเพิ่มการปรับลดวงเงิน QE เดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์ จากที่เดิมประธานเฟดเคยส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดวงเงิน QE มากกว่าเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้นักลงทุนมีความกังวลลดลงจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำสุทธิ 4.65 ตัน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย. ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 553,000 ตำแหน่ง จากที่เพิ่มขึ้น 531,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือนพ.ย. ตลาดคาดออกมาทรงตัวที่ 0.4% อัตราการว่างงานเดือนพ.ย.ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 4.5% ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนพ.ย. โดยISM ตลาดคาดว่าลดลงสู่ระดับ 64.9 จากระดับ 66.7 ในเดือนต.ค. และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนต.ค. ตลาดคาดว่าเพิ่มขึ้น 0.5% จากที่เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย.
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดเคลื่อนไหว Sideways downโดยมีแนวต้าน 1,780 ดอลลาร์ และ 1,793 ดอลลาร์ขณะที่มีแนวรับที่ 1,760 ดอลลาร์ และ 1,750 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,768.30-12.831,760/1,7501,780/1,793

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,45028,250/28,10028,500/28,700

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,540+1028,330/28,22028,680/28,880

แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคาทอง Spot ปรับขึ้นมาที่ 1,780 ดอลลาร์ (GF 28,680บาท)โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,793ดอลลาร์ (GF28,880บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,768.80-2.801,761/1,7511,781/1,794

แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคาGOZ21ปรับขึ้นมาที่ 1,781 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,794ดอลลาร์

ค่าเงิน

- Advertisement -

ทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากตลาดวิตกการคุมเข้มนโยบายของเฟด รวมถึงความกังวลของการกลายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ในขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีทิศทางอ่อนค่าลงโดยUSD Futures เดือนธ.ค.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 33.55บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน34บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ:ดอลล์แข็งค่าคาดเฟดเร่งหั่นQE ปูทางขึ้นดอกเบี้ย

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (2 ธ.ค.) หลังจากนายเจอโรมพาวเวลประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เร็วกว่าที่คาดไว้ซึ่งจะปูทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดขณะที่นักลงทุนจับตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ทั้งนี้ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น 0.13% แตะที่ 96.1540 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ :ทองปิดร่วง $21.6 กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 สัปดาห์เมื่อคืนที่ผ่านมา (2 ธ.ค.) โดยถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดนอกจากนี้กระแสความวิตกกังวลที่เริ่มลดลงเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนยังทำให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 21.6 ดอลลาร์หรือ 1.21% ปิดที่ 1,762.7 ดอลลาร์/ออนซ์ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 2564   สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 2.3 เซนต์หรือ 0.1% ปิดที่ 22.316 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดบวก 93 เซนต์ขานรับโอเปกพลัสยึดมั่นข้อตกลงการผลิต

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (2 ธ.ค.) หลังที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตรหรือโอเปกพลัสมีมติยึดมั่นตามข้อตกลงปัจจุบันในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 400,000 บาร์เรล/วันในเดือนม.ค. 2565 แม้ถูกกดดันจากสหรัฐที่ต้องการให้โอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าระดับดังกล่าวทั้งนี้สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 93 เซนต์หรือ 1.4% ปิดที่ 66.50 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 80 เซนต์หรือ 1.2% ปิดที่ 69.67 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ :ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 617.75 จุดรับแรงช้อนซื้อ-หุ้นโบอิ้งหนุนตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 600 จุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (2 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากดาวโจนส์ร่วงลงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วันทำการนอกจากนี้ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากหุ้นโบอิ้งที่พุ่งขึ้นกว่า 7% หลังจีนอนุมัติการขึ้นบินของเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 MAXดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,639.79 จุดเพิ่มขึ้น 617.75 จุดหรือ +1.82%, ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,577.10 จุดเพิ่มขึ้น 64.06 จุดหรือ +1.42% และดัชนีNasdaq ปิดที่ 15,381.32 จุดเพิ่มขึ้น 127.27 จุดหรือ + 0.83%

WHO คาดได้ข้อมูลมากขึ้นเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโอไมครอน

ดร.มาเรีย แวน เคอร์คโฮฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) ว่า WHO คาดว่าจะมีข้อมูลมากขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้เกี่ยวกับความสามารถในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน  การคาดการณ์ดังกล่าวเร็วขึ้นกว่าจากเดิมที่ WHO คาดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ต้องใช้เวลา “หลายสัปดาห์” ในการประเมินข้อมูลที่มีอยู่เกี่ยวกับโอไมครอนหลังจากกำหนดให้เป็น “สายพันธุ์ที่น่ากังวล” ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของ WHO  อย่างไรก็ดี โอไมครอนจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นหรือว่าหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้หรือไม่นั้น เป็นคำถามสำคัญที่ยังคงไม่มีคำตอบ   ดร.แวน เคอร์คโฮฟกล่าวว่า ความเป็นไปได้ประการหนึ่งก็คือสายพันธุ์ใหม่นี้ซึ่งมีรายงานการค้นพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้นั้น อาจแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์หลักในปัจจุบันอย่างเดลตา และยังไม่เป็นที่ทราบกันว่าโอไมครอนทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยรุนแรงกว่าเดิมด้วยหรือไม่   ดร.โซเมีย สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ WHO กล่าวว่า WHO เชื่อว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีอยู่จะใช้ได้ผลกับโอไมครอน   ทั้งนี้ นายไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการฉุกเฉินของ WHO ย้ำเตือนทุกประเทศว่า ไม่ควรจะรีบร้อนสั่งแบนเที่ยวบินไปและจากแอฟริกาใต้ เนื่องจากการสั่งห้ามดังกล่าวไม่สามารถสกัดโอไมครอนได้

WHO เผยเชื้อไวรัสโอไมครอนลามไปยัง 23 ประเทศทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) ว่า 23 ประเทศทั่วโลกได้รายงานการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนซึ่งเป็นไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ในระดับสูงทั้งนี้นายแพทย์ทีโดรสอัดฮานอมกีบรีเยซุสผู้อำนวยการใหญ่ของWHO ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนณกรุงเจนีวาว่า “ขณะนี้มีอย่างน้อย 23 ประเทศใน 5 จาก 6 ภูมิภาคที่เป็นสมาชิกของWHO รายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโอไมครอนและเราคาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้น”   “WHO ให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้อย่างจริงจังและทุกประเทศทั่วโลกควรจะดำเนินการเช่นเดียวกันแต่เราก็ไม่ควรแปลกใจเพราะนี่คือพฤติการณ์ปกติของไวรัสอยู่แล้วและยังจะดำเนินเช่นนี้ต่อไปตราบใดที่เรายังปล่อยให้เชื้อแพร่กระจายไปอย่างไม่หยุดยั้ง”    นอกจากนี้นายแพทย์ทีโดรสกล่าวด้วยว่ายังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวอีกมากทั้งในด้านผลกระทบของไวรัสที่มีต่อการแพร่เชื้อความรุนแรงของโรคและประสิทธิภาพของการทดสอบการรักษาและวัคซีน   “หากประเทศและประชาชนไม่กระทำในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องกระทำเพื่อสกัดการแพร่เชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาพวกเขาก็มิอาจหยุดยั้งไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนได้เช่นเดียวกัน” และเรียกร้องให้นานาประเทศเพิ่มความพยายามในการฉีดวัคซีนและบังคับใช้มาตรการป้องกันอื่นๆเพื่อรับมือกับโรคระบาด

ปธ.เฟดนิวยอร์กคาดวิกฤตโอไมครอนอาจทำให้ปัญหาด้านซัพพลายเชนยืดเยื้อ

นายจอห์นวิลเลียมส์ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนอาจจะทำให้ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานยืดเยื้อออกไปซึ่งได้ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วโดยเฟดจำเป็นต้องนำปัจจัยดังกล่าวมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายการเงินต่อไปปธ.เฟดนิวยอร์กให้สัมภาษณ์ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน “ทำให้แนวโน้มมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมาก” และอาจทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลงหากวิกฤตดังกล่าวยังคงทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอยู่ในปัจจุบันและอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูงขึ้นด้วยอย่างไรก็ดีปธ.เฟดนิวยอร์กไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเขาสนับสนุนให้เฟดเร่งลดการซื้อสินทรัพย์หรือไม่โดยเปิดเผยเพียงแค่ว่าเฟดจะมีปัจจัยจำนวนมากให้พิจารณาในการประชุมนโยบายครั้งต่อไปไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อการจ้างงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

- Advertisement -

Comments
Loading...