กันยายน 26, 2021

GOLD.in.th

ราคาทองวันนี้ ข่าวสารเพื่อการลงทุน "ทองคำ"

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 23 ก.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นในกรอบหลังจากราคามีแรงขายทำกำไรออกมาเพิ่ม การเปิดสถานะซื้อแนะนำรอการอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับพิจารณาโซน 1,794-1,791 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พิจารณาโซน 1,813-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์แบ่งปิดสถานะซื้อเพื่อ

แนวรับ : 1,791 1,778 1,766  แนวต้าน : 1,818 1,833 1,845

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  6.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ร โดยปรับตัวลดลงก่อนจนแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,792.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์โดยได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีขณะที่สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง  ขานรับผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่มีมติ “คง”อัตราดอกเบี้ย  พร้อมยืนยันที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ต่อไปเป็นเวลานานขึ้นจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับ 2%  ส่วนถ้อยแถลงของนางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB เตือนว่า การแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19 อาจเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซน  ซึ่งผลการประชุมในเชิงสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องของ ECB กดดันยูโรให้อ่อนค่าจนกดดันราคาทองคำเพิ่มอย่างไรก็ดี  ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในทันที  หลังจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแย่เกินคาด อาทิ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่เพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 419,000 ราย  รวมถึงดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) จาก CBและยอดขายบ้านมือสองก็ปรับตัวขึ้นต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เช่นกัน  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ให้ร่วงลงจากระดับสูงสุดบริเวณ 1.30% สู่ระดับต่ำสุดที่ 1.231 % จนเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นทำระดับสูงสุดบริเวณ 1,808.19ดอลลาร์ต่อออนซ์ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคการบริการเบื้องต้นจากมาร์กิต

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,794-1,791 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น แต่กรอบแนวต้านด้านบนค่อนข้างจำกัด การขยับขึ้นจะมีแนวต้านโซน 1,813-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านแนวต้านแรกได้ จะทำให้มีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้น ราคาอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปโซน 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเปิดสถานะซื้อระยะสั้นในบริเวณ โซน 1,794-1,791 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุดแนวรับ 1,791 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาขยับขึ้นให้พิจารณาบริเวณ 1,813-1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดปิดสถานะซื้อทำกำไร หากผ่านได้อาจชะลอการขายทำกำไรไปยังโซนแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ยอดติดโควิดในสหรัฐฯ พุ่งเกือบ 3 เท่าใน 2 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลสายพันธุ์เดลตา  สำนักข่าวเอพีรายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ในหลายรัฐต้องทำงานอย่างหนัก  ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอพกินส์ ระบุว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐฯ เฉลี่ยเจ็ดวันที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับมากกว่าวันละ 37,000 คนเมื่อวันอังคาร เพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ย 13,700 คนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม  เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชี้ว่า การระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกที่อินเดีย และการชะลอตัวของอัตราการฉีดวัคซีน คือสาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในรัฐที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำกว่า
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 419,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. จากระดับ 368,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้  ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 350,000 ราย
  • (+) เฟดชิคาโกเผยดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดในเดือนมิ.ย. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก เปิดเผยว่า ดัชนี Chicago Fed National Activity Index (CFNAI) ปรับตัวลงสู่ระดับ 0.09 ในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3 จากระดับ 0.26 ในเดือนพ.ค.
  • (+) Conference Board เผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจปรับตัวขึ้น 0.7% ในเดือนมิ.ย.  Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ปรับตัวขึ้น 0.7% สู่ระดับ 115.1 ในเดือนมิ.ย. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะดีดตัวขึ้น 0.9%
  • (+) สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองต่ำกว่าคาดในเดือนมิ.ย.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองฟื้นตัวขึ้นในเดือนมิ.ย. หลังจากร่วงลงติดต่อกัน 4 เดือน โดยเพิ่มขึ้น 1.4% สู่ระดับ 5.86 ล้านยูนิต แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.90 ล้านยูนิต
  • (-) ECB คงดอกเบี้ย,วงเงิน QE ตามคาด แต่ส่งสัญญาณดอกเบี้ยต่ำยาวอีก 2 ปี  ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและวงเงินในการซื้อพันธบัตรในการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้  ทั้งนี้ ที่ประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.50% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%  นอกจากนี้ ECB มีมติคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) ที่ระดับ 1.85 ล้านล้านยูโร ซึ่ง ECB จะซื้อพันธบัตรตามโครงการดังกล่าวจนถึงเดือนมี.ค.2565 โดยจะซื้อพันธบัตรในวงเงินเดือนละ 2 หมื่นล้านยูโร  อย่างไรก็ดี ECB ได้ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะกลาง “อยู่ที่ระดับ 2%” จากเดิมที่กำหนดให้ “อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%”  ขณะเดียวกัน ECB ระบุว่า ทางธนาคารจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อแตะระดับเป้าหมาย 2% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ECB จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 2 ปี เนื่องจาก ECB คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เงินเฟ้อในยูโรโซนจะยังไม่แตะระดับ 2% อย่างน้อยในอีก 2 ปีข้างหน้า
  • (-) ยูโรอ่อนค่า หลัง ECB ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยต่ำอีก 2 ปี  สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (22 ก.ค.) หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีก 2 ปี  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.07% แตะที่ 92.8224 เมื่อคืนนี้  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1771 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1799 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3774 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3715 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7387 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7357 ดอลลาร์  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 110.14 เยน จากระดับ 110.27 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2556 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2558 ดอลลาร์แคนาดา
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 25.35 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-ผลประกอบการสดใส  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (22 ก.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึง AT&T บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา โดยเฉพาะตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,823.35 จุด เพิ่มขึ้น 25.35 จุด หรือ +0.07% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,367.48 จุด เพิ่มขึ้น 8.79 จุด หรือ +0.20% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,684.60 จุด เพิ่มขึ้น 52.64 จุด หรือ +0.36%

%d bloggers like this: