GOLD.in.th
ราคาทองวันนี้ ข่าวสาร วิเคราะห์ ทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 23 ก.ย.64 by YLG

70

- Advertisement -

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้นการเข้าซื้อควรรอราคาอ่อนตัวลงบริเวณแนวรับ 1,758-1,742 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,773-1,782 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

แนวรับ : 1,758 1,742 1,717  แนวต้าน : 1,782 1,807 1,833

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  6.30ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำดีดตัวขึ้นในช่วงต้นหลังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ย และคงวงเงิน QE  ที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนตามเดิม  แต่ใน Economic Projections บ่งชี้ว่า เฟดได้ปรับ “ลด” ตัวเลขคาดการณ์ GDP ในปี 2021 พร้อมปรับ “เพิ่ม” คาดการณ์อัตราการว่างงานในปี 2021 แม้จะปรับ “เพิ่ม” คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2021 และ 2022 ก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่าเฟดมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการว่างงาน  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,787.13 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่ราคาทองคำจะปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก  Dot plot ประจำเดือนก.ย.บ่งชี้ว่า  จำนวนเจ้าหน้าที่เฟดที่หนุนการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยและหนุนให้ยัง “คง” ดอกเบี้ยตามเดิมในปี 2022มีจำนวน9 รายเท่ากัน  ดังนั้น “หากมีเจ้าหน้าที่เฟดที่หนุนการขึ้นดอกเบี้ยในปีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกเพียง 1 ราย”เฟดอาจจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปี2022ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้  ขณะที่นายพาวเวล ประธานเฟดระบุว่า การปรับลดวงเงินการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE (QE tapering) “อาจสิ้นสุดลงประมาณกลางปีหน้า”  และการประกาศลด QE อย่างเป็นทางการ “อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในการประชุมเดือนพ.ย.”  ปัจจัยดังกล่าวหนุนดัชนีดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นจนกดดันราคาทองคำให้ร่วงลงแรง  ล่าสุดทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,760.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันนี้ในตลาดเอเชีย  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ(บีโออี) การเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ดัชนี PMIภาคการผลิตและการบริการ และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจจาก CB

- Advertisement -

จจัยทางเทคนิค :

แม้ว่าแรงขายจะลดลงแต่แรงช้อนซื้อสลับเข้ามาก็ไม่มาก หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือ 1,773-1,782 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจมีผลให้ราคาปรับตัวลงเพื่อสะสมกำลัง หากราคาทองย่อตัวลงมาพยายามทรงตัวเหนือระดับ 1,758-1,742 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ มีโอกาสเกิดแรงซื้อดันราคาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,758-1,742 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,742 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือ หากถือครองทองคำอยู่แล้วอาจเลือกแบ่งทองคำออกขายทำกำไรหากราคาไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,773-1,782 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองต่ำกว่าคาดในเดือนส.ค.สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 2% สู่ระดับ 5.88 ล้านยูนิตในเดือนส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.89 ล้านยูนิต
  • (-) เฟดส่งสัญญาณหั่น QE ในไม่ช้า พร้อมขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมวันนี้ ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้  นอกจากนี้ เฟดส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในไม่ช้า จากปัจจุบันที่เฟดทำ QE อย่างน้อย 120,000 ล้านดอลลาร์/เดือน ซึ่งเฟดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์/เดือน   “หากเศรษฐกิจมีความคืบหน้าตามที่คาดการณ์ไว้ FOMC ก็มีความเห็นว่าการปรับลดวงเงินในการซื้อสินทรัพย์อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า” แถลงการณ์ของเฟดระบุ  นอกจากนี้ กรรมการเฟดส่วนใหญ่คาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าถึง 1 ปี เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิมในเดือนมิ.ย. ซึ่งกรรมการเฟดคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2566  ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 5.9% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 7.0% ขณะที่ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของปี 2565-2567 สู่ระดับ 3.8%, 2.5% และ 2.0% ตามลำดับ และคงตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวในระยะยาวที่ระดับ 1.8%  เฟดยังได้คงตัวเลขคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในปีนี้ที่ระดับ 0.13% ขณะที่ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในปี 2565-2567 สู่ระดับ 0.38%, 1.0% และ 1.88% ตามลำดับ และคงตัวเลขคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ระดับ 2.5%  ขณะเดียวกัน เฟดปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2564-65 สู่ระดับ 4.2% และ 2.2% ตามลำดับ และคงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2566 ที่ระดับ 2.2% ขณะที่ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2567 จะอยู่ที่ระดับ 2.1% และคงอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวอยู่ที่ระดับ 2.0%  นอกจากนี้ เฟดปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราว่างงานในปีนี้ สู่ระดับ 4.8% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2565-2566 ที่ระดับ 3.8% และ 3.5% ตามลำดับ
  • (-) “ไบเดน-มาครง” เจรจาชื่นมื่น หลังโทรฯเคลียร์ใจกรณีฝรั่งเศสวืดสัญญาเรือดำน้ำทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ได้สนทนากันทางโทรศัพท์ในวันนี้ โดยการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น และฝรั่งเศสจะส่งเอกอัครราชทูตกลับมาประจำการในสหรัฐในสัปดาห์หน้า 
  • (-) ดอลล์แข็งค่า หลังเฟดส่งสัญญาณลด QEดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในไม่ช้า  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.29% แตะที่ 93.4733 เมื่อคืนนี้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.85 เยน จากระดับ 109.22 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9268 ฟรังก์ จากระดับ 0.9235 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2780 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2812 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1691 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1726 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3613 ดอลลาร์ จากระดับ1.3662 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7239 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7235 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 338.48 จุด ขานรับเฟดไม่ระบุไทม์ไลน์หั่น QEดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า300 จุดเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ระบุไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยส่งสัญญาณเพียงว่าจะปรับลด QE ในไม่ช้านี้ ซึ่งต่างจากที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ว่าเฟดจะส่งสัญญาณปรับลด QE ในเดือนพ.ย.  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,258.32 จุด เพิ่มขึ้น 338.48 จุด หรือ +1.00% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,395.64 จุด เพิ่มขึ้น 41.45 จุด หรือ +0.95% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,896.85 จุด เพิ่มขึ้น 150.45 จุด หรือ +1.02
  • (-) ‘เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป’ ตกลงชำระหนี้ดอกเบี้ย-ช่วยผ่อนคลายความกังวลผลกระทบลูกโซ่ต่อธุรกิจอื่นของจีนเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป (Evergrande Group) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน ตกลงที่จะชำระหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ของตนในวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ธนาคารกลางจีนเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคารของประเทศ ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบเป็นลูกโซ่จากสถานภาพทางการเงินอันง่อนแง่นของธุรกิจชั้นนำแห่งนี้ต่อภาคธุรกิจอื่นๆ คลี่คลายลงไปบ้าง ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์

- Advertisement -

Comments
Loading...