พฤศจิกายน 29, 2021

GOLD.in.th

ราคาทองวันนี้ ข่าวสารเพื่อการลงทุน "ทองคำ"

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 16 ก.ย.64 by YLG

photo by Michael Steinberg | pexels.com

photo by Michael Steinberg | pexels.com

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาอยู่ในช่วงการพักฐาน โดยเน้นการเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านแรกบริเวณ 1,800-1,804 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ราคามีโอกาสขยับลงเพื่อทดสอบแนวรับบริเวณ 1,789-1,782ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,782 1,769 1,757  แนวต้าน : 1,816 1,833 1,849

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  11.53ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะพยายามทดสอบระดับสูงสุดของวันก่อนหน้า  และเป็นโซนเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันบริเวณ 1,808  ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ราคาทองคำไม่สามารถผ่านระดับดังกล่าวไปได้  โดยปรับตัวขึ้นไปได้เพียง 1,806.66 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยว่า  ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 34.3 ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 18.0 จากระดับ 18.3 ในเดือนส.ค. จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลให้นักลงทุนขายทำกำไรทองคำสลับออกมา  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.319% โดยดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 1.26% ซึ่งลงไปทดสอบหลังข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงให้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าอัตราเงินเฟ้ออาจแตะระดับสูงสุดแล้ว  จนเป็นปัจจัยกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ นำโดยคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมัน WTI ทะยานขึ้นกว่า 3% จนเป็นปัจจัยกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่ม  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,790.40  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลดลง -1.75 ตัน    สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดค้าปลีก, ดัชนีภาคการผลิตจากเฟดฟิลาเดลเฟีย  และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำพยายามสร้างฐานและพยายามทรงตัวหลังจากวานนี้ราคาอ่อนตัวลง ทั้งนี้ หากราคายืนเหนือโซน 1,789-1,782ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจทำให้เห็นการดีดตัวขึ้นเพื่อพยายามทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,800-1,804 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยังไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคาลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,800-1,804 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านได้แนะนำแบ่งทองคำออกขายทำกำไรระยะสั้น เพื่อรอเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรเมื่อราคาอ่อนลงหรือไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,789-1,782ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านแนวต้านแรกได้ให้รอดูบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,816 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (สถานะขายตัดขาดทุนหากยืนได้)

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สถิติชี้เดือนก.ย.ไม่ถูกโฉลกวอลล์สตรีท ข้อมูลกว่า 70ปีบ่งชี้หุ้นตกเดือนนี้ถึงแม้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดีดตัวขึ้นในวันนี้ แต่สถิติในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมักปรับตัวย่ำแย่ในเดือนก.ย.  ทั้งนี้ ข้อมูลจาก “Stock Trader’s Almanac” ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2493 เดือนก.ย.เป็นเดือนที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวย่ำแย่ที่สุดของปี และนับตั้งแต่ปี 2488 ดัชนี S&P 500 ร่วงลงเฉลี่ย 0.56% ในเดือนก.ย. ขณะที่เดือนก.พ.เป็นอีกหนึ่งเดือนที่ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวล  สำหรับในเดือนก.ย.ปีนี้ ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงแล้วเกือบ 2% ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วงลงมากกว่า 1% โดยมีแนวโน้มเป็นเดือนที่มีการปรับตัวย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2563  นักวิเคราะห์เตือนว่า หลังจากปรับตัวขึ้น 8 เดือนติดต่อกัน ขณะนี้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทกำลังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการปรับฐานจากปัจจัยหลายประการ เช่น การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจประกาศปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมเดือนนี้, การที่สภาคองเกรสอาจให้การอนุมัติการปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา  นางลิซ แอน ซอนเดอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Charles Schwab เตือนว่าตลาดหุ้นอาจปรับฐานมากกว่า 3% หรือ 4% ในเดือนนี้นอกจากนี้ สถิติที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมักดิ่งลงอย่างหนักในเดือนก.ย. หากเป็นปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งทำให้ดัชนี S&P 500 ร่วงลงเฉลี่ย 0.73% ในเดือนก.ย.ของปีดังกล่าว
  • (+) เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนส.ค.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.5%  ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค 
  • (+) สหรัฐเผยดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลงในเดือนส.ค. สวนทางคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าลดลง 0.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.3% และเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 10 เดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ค.
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า คาดเฟดชะลอหั่น QE หลังเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หลังสหรัฐเปิดเผยเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาด  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.09% แตะที่ 92.5425 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.39 เยน จากระดับ 109.61 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2641 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2686 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9198 ฟรังก์ จากระดับ 0.9193 ฟรังก์  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1808 ดอลาร์ จากระดับ 1.1807 ดอลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3833 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3814 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7326 ดอลาร์ จากระดับ 0.7318 ดอลาร์
  • (+) อีกครั้ง! เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งที่สองในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เมื่อวันพุธ เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธวิถีโค้งพิสัยใกล้สองลูก ซึ่งถือเป็นการยิงขีปนาวุธครั้งที่สองในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ และเป็นความพยายามเพิ่มแรงกดดันทางการทูตมายังสหรัฐฯ  กองทัพเกาหลีใต้ที่ติดตามการยิงขีปนาวุธครั้งนี้ ระบุว่า ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือถูกยิงมาไกลราว 800 กิโลเมตร ที่ความสูง 60 กิโลเมตร ก่อนจะตกลงมายังทะเลใกล้กับชายฝั่งทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ  กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นระบุว่า วิถีของขีปนาวุธนี้ไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของญี่ปุ่น และขีปนาวุธตกอยู่นอกบริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 236.82 จุดรับแรงซื้อหุ้นพลังงาน-ข้อมูลศก.สดใสดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมัน WTI ทะยานขึ้นกว่า 3% นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,814.39 จุด เพิ่มขึ้น 236.82 จุด หรือ +0.68% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,480.70 จุด เพิ่มขึ้น 37.65 จุด หรือ +0.85% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,161.53 จุด เพิ่มขึ้น 123.77 จุด หรือ +0.82%
  • (-) เฟดนิวยอร์คเผยดัชนีภาคการผลิตพุ่งเกินคาดในเดือนก.ย.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ที่แข็งแกร่งในวันนี้  ทั้งนี้ เฟดสาขานิวยอร์ก รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตพุ่งขึ้นสู่ระดับ 34.3 ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 18.0 จากระดับ 18.3 ในเดือนส.ค.

%d bloggers like this: