GOLD.in.th
ราคาทองวันนี้ ข่าวสาร วิเคราะห์ ทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 15 มิ.ย.64(ภาคเช้า) by YLG

32

- Advertisement -

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาไม่สามารถยืนเหนือ 1,867-1,879 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เสี่ยงเปิดสถานะขาย โดยตัดขาดทุนหากผ่านแนวต้านในโซน 1,879 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทยอยปิดสถานะขายบริเวณ 1,843 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยืนไม่ได้ให้ชะลอการเข้าซื้อคืนออกไป

แนวรับ : 1,843 1,829 1,813  แนวต้าน : 1,867 1,879 1,891

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 10.61ดอลลาร์ต่อออนซ์โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อาจส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟดอาจจะเริ่มหารือกันเกี่ยวกับการปรับลดวงเงิน QE ในการประชุมนโยบายการเงินที่กำลังจะเสร็จสิ้นลงในช่วงกลางสัปดาห์นี้  ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าว  ทำให้บรรดาเทรดเดอร์มีการซื้อคืนเพื่อปิดสถานะขายในดอลลาร์ในช่วงก่อนการประชุมจะเสร็จสิ้น  ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือนเหนือ 90.60 ในวันอังคาร   ขณะที่ัอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนสู่ระดับ 1.483%ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยเพิ่ม  นั่นทำให้ราคาทองคำร่วงลงอย่างต่อเนื่องเกือบตลอดช่วงของการซื้อขายของวานนี้  จนหลุดต่ำกว่าระดับต่ำสุดของ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าซึ่งกระตุ้นแรงขายตามทางเทคนิคเพิ่มเติม  ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่อจนแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,844.86 ดอลลาร์ต่อออนซ์อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นหลังจากนั้น  โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ Buy the dip  นอกจากนี้ดัชนีดอลลาร์ยังลดช่วงบวกลงจนเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำเพิ่มเติม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  อาทิ  ยอดค้าปลีก, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI), ดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม(Empire State Index), การผลิตภาคอุตสาหกรรม, อัตราการใช้กำลังการผลิต, สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนมิ.ย. โดย NAHB

- Advertisement -

จจัยทางเทคนิค :

ราคาขยับขึ้นหลังจากทิ้งตัวลงแต่ก็มีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ซึ่งหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน1,867-1,879 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีผลให้ราคาอาจปรับตัวลงมาเพื่อสร้างฐานราคา หรือมีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับในโซน 1,843ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้นเมื่อราคาทองคำดีดตัวขึ้นไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,867-1,879ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตัดขาดทุนหากราคาผ่านโซนบริเวณ 1,879 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทำกำไรโดยเข้าซื้อคืนหากราคาทองคำไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,843ดอลลาร์ต่อออนซ์หากหลุดสามารถถือสถานะขายต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ยูโรสแตทเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนพุ่งเกินคาดในเดือนเม.ย.  สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน  นอกจากนี้ เมื่อเทียบรายปี การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนพุ่งขึ้น 39.3% ในเดือนเม.ย.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และพุ่งขึ้น 37.4% เมื่อเทียบรายปี
  • (+) นาโต้เล็งหมายหัวจีนเป็นภัยความมั่นคง หลัง G7 ออกแถลงการณ์รุมตำหนิ  ผู้นำประเทศสมาชิกในองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ (NATO) เตรียมยกให้จีนเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติตะวันตกในการประชุมซึ่งเปิดฉากขึ้นในวันนี้  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังก่อนหน้านี้กลุ่ม G7 ได้ออกแถลงการณ์โจมตีจีนเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียงอุยกูร์ และเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ขณะที่จีนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้การกล่าวหาของกลุ่ม G7 เช่นกัน
  • (+) ยูโรแข็งค่า ขานรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนสดใ  สกุลเงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 มิ.ย.) หลังจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนขยายตัวได้ดีเกินคาดในเดือนเม.ย. ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อย ก่อนที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 มิ.ย.นี้  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.03% แตะที่ 90.5231 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2145 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2167 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 110.09 เยน จากระดับ 109.71 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9000 ฟรังก์ จากระดับ 0.8989 ฟรังก์  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2117 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2103 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.4108 ดอลลาร์ จากระดับ 1.4107 ดอลลาร์
  • (-) นายกฯอังกฤษประกาศขยายล็อกดาวน์ถึง 19 ก.ค. หลังโควิดเดลตาลามไม่หยุด  นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์จนถึงวันที่ 19 ก.ค. จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 มิ.ย. ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ที่มีการพบครั้งแรกในอินเดีย  “จากหลักฐานที่ผมเห็น ผมคิดว่าเราคงต้องรอต่อไปอีก ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเราไม่ต้องใช้เวลามากกว่า 4 สัปดาห์” นายจอห์นสันกล่าว 
  • (-) ‘โนวาแวกซ์’ เผยผลทดสอบวัคซีนโควิดล่าสุด มีประสิทธิผลเกิน 90%  บริษัทไบโอเทค โนวาแวกซ์ (Novavax) ในรัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐฯ ประกาศในวันจันทร์ว่า ผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 เฟส 3 ซึ่งทำกับมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าวัคซีนของบริษัทมีประสิทธิผลมากกว่า 90% ในการป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสที่เป็นสาเหตุของโควิด-19 และมีประสิทธิผลสูงในการป้องกันเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ด้วย
  • (-) บิตคอยน์พุ่งทะลุ 40,000 ดอลลาร์ หลัง “อีลอน มัสก์” พลิกลิ้นอีกรอบ  บิตคอยน์พุ่งทะลุระดับ 40,000 ดอลลาร์ในวันนี้ หลังจากนายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเทสลา อิงค์ ทวีตข้อความว่า เทสลาจะกลับมารับบิตคอยน์สำหรับการซื้อรถยนต์อีกครั้ง หากบรรดาเหมืองขุดบิตคอยน์สามารถยืนยันได้ว่าพวกเขาใช้พลังงานสะอาดประมาณ 50% ในการขุดเหรียญบิตคอยน์  ณ เวลา 21.05 น.ตามเวลาไทย บิตคอยน์พุ่งขึ้น 7.6% อยู่ที่ระดับ 40,551.50 ดอลลาร์ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Coinbase
  • (-) ทั่วโลกฉีดวัคซีนโควิดมากกว่า 2.35 พันล้านโดสใน 178 ประเทศ  สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ขณะนี้ ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 2.35 พันล้านโดส โดยมีการฉีดให้แก่ประชาชนใน 178 ประเทศ  ทั้งนี้ ประชากรโลกจำนวน 15.4% ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว  อย่างไรก็ดี การกระจายวัคซีนยังคงไม่มีความเท่าเทียมกัน โดยประเทศในกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดได้รับการฉีดวัคซีนเร็วกว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดถึง 30%  ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนจำนวนมากที่สุดในโลก โดยขณะนี้ฉีดไปแล้ว 878 ล้านโดสให้แก่ประชากรจำนวน 31.4% คิดเป็นการฉีดวัคซีนเฉลี่ย 16.5 ล้านโดสต่อวัน  ส่วนสหรัฐมีการฉีดวัคซีนจำนวน 309 ล้านโดสให้แก่ประชากรจำนวน 48.3% โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐมีการฉีดวัคซีนเฉลี่ย 1.1 ล้านโดสต่อวัน ซึ่งหากอิงจากอัตราดังกล่าว สหรัฐจะต้องใช้เวลาอีก 5 เดือนเพื่อที่จะสามารถฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรจำนวน 75%

- Advertisement -

Comments
Loading...