กรกฎาคม 28, 2021

GOLD.in.th

ราคา ทอง วันนี้ และช่องทางข่าวสาร เพื่อการลงทุน "ทองคำ"

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 14 ก.ค.64(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำปรับขึ้นดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้นเกินคาด

คืนนี้ 5 ทุ่มติดตามการแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส

ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,790-1,820 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ป้องกันอัตราเงินเฟ้อโดยที่สหรัฐประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 0.9%เมื่อเทียบรายเดือนซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2551และเพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบรายปีซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2551และสูงกว่าตลาดคาดเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือนและเพิ่มขึ้น 4.9% เมื่อเทียบรายปี ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • คืนนี้ช่วง 5 ทุ่มติดตามการแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส จะทำให้นักลงทุนประเมินถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งนโยบายเรื่องอัตราดอกเบี้ยและมาตรการ QE นอกจากนี้ช่วงตี 1 ติดตามการเปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด12 เขต  (Beige Book) ซึ่งเฟดจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงินในการประชุมเฟดวันที่ 27-28 ก.ค.
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,790-1,820 ดอลลาร์ โดยทองคำมีแนวต้าน 1,820 ดอลลาร์และแนวต้านสำคัญ1,825ดอลลาร์ขณะที่มีแนวรับ 1,790 ดอลลาร์ และ 1,770 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,807.20+1.31,790/1,7701,820/1,825

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
27,900+5027,650/27,40028,050/28,150

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,130+9027,830/27,55028,230/28,310

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำที่ราคาทองคำ Spot1,790 ดอลลาร์ (GF27,830บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,780ดอลลาร์ (GF 27,700บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,810.90-0.101,793/1,7731,823/1,828

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำที่ราคาGOU211,793ดอลลาร์โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,783ดอลลาร์

ค่าเงิน

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดอ่อนค่าลงโดยเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เนื่องจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย.ที่พุ่งขึ้นเกินคาด ซึ่งช่วยหนุนคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งนี้ยังต้องติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ในประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงอยู่สำหรับ USD Futures เดือนก.ย.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 32.70-32.75บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ:ดอลล์แข็งค่าหลังเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งหนุนคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (13 ก.ค.) หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาดซึ่งช่วยหนุนคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่นักลงทุนจับตานายเจอโรมพาวเวลประธานเฟดซึ่งมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสในวันนี้และวันพรุ่งนี้ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น 0.54% แตะที่ 92.7538 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดบวก 4 ดอลล์รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังเงินเฟ้อพุ่ง

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (13 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่พุ่งขึ้นเกินคาดนอกจากนี้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกยังเป็นอีกปัจจัยที่หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 4 ดอลลาร์หรือ 0.22% ปิดที่ 1,809.9 ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 9.9 เซนต์หรือ 0.38% ปิดที่ 26.14 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดพุ่ง $1.15 รับคาดการณ์สต็อกน้ำมันดิบลดลงต่อเนื่อง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีเมื่อคืนที่ผ่านมา (13 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์พลังงานที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19   สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 1.15 ดอลลาร์หรือ 1.6% ปิดที่ 75.25 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2561    สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.33 ดอลลาร์หรือ 1.8% ปิดที่ 76.49 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ปีนี้

ตลาดหุ้นต่างประเทศ :ดาวโจนส์ปิดลบ 107.39 จุดวิตกเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังเงินเฟ้อพุ่ง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (13 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนมิ.ย.อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยความกังวลดังกล่าวได้สกัดปัจจัยบวกจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนขณะเดียวกันนักลงทุนจับตานายเจอโรมพาวเวลประธานเฟดซึ่งมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,888.79 จุดลดลง 107.39 จุดหรือ -0.31% ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,369.21 จุดลดลง 15.42 จุดหรือ -0.35% ดัชนีNasdaqปิดที่ 14,677.65 จุดลดลง 55.59 จุดหรือ -0.38%

WHO เตือนระวังอันตรายจากการฉีดวัคซีนโควิดคนละชนิดชี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน

ดร.ซูมยาสวามินาทานหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19คนละชนิดกันนั้นเป็นแนวทางที่อันตรายโดยขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลมากพอเกี่ยวกับการใช้วัคซีนสองชนิดอย่างในกรณีของการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าแล้วตามด้วยวัคซีนของไฟเซอร์ที่มีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆในขณะนี้  “ประเด็นนี้จะสร้างความยุ่งยากให้ประเทศต่างๆเมื่อมีการตัดสินใจว่าใครต้องฉีดเข็มที่สอง, สามและสี่บ้างและฉีดเมื่อใดเรื่องนี้มีแนวโน้มค่อนข้างอันตรายเรายังไม่มีข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการจับคู่และผสมวัคซีน” ดร.สวามิธานกล่าวในที่ประชุมWHO เมื่อวานนี้ปัจจุบันนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในอังกฤษยังคงดำเนินการทดลองเกี่ยวกับการผสมวัคซีนป้องกันโควิด-19สองโดสจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า, โมเดอร์นา, โนวาแวกซ์และไฟเซอร์-บิออนเทคนอกจากนี้ยังมีการทดลองดังกล่าวในสเปนและเยอรมนีด้วยซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่ระบุว่าการฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าแล้วตามด้วยวัคซีนของไฟเซอร์นั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอย่างไรก็ดีการผสมวัคซีนดังกล่าวก่อให้เกิดผลข้างเคียงชั่วคราวเช่นเหนื่อยล้าปวดเมื่อยและหนาวสั่น

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐชี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม3หลังไวรัสกลายพันธุ์

ดร. กวิตาพาเทลอดีตเจ้าหน้าที่สมัยอดีตประธานาธิบดีโอบามาเปิดเผยว่าเธอหวังว่าวัคซีนกระตุ้นจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานด้านการกำกับดูแลของสหรัฐเนื่องจากมีไวรัสโควิด-19สายพันธุ์ใหม่ๆที่สามารถแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วมากขึ้นดร. พาเทลกล่าวให้สัมภาษณ์กับรายการ “Squawk Box” ของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า “เนื่องจากภัยคุกคามของไวรัสโควิด-19สายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์อื่นๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตฉะนั้นอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นแต่คำถามที่เกิดขึ้นคือเมื่อไรระยะเวลา6เดือนนั้นอาจจะเร็วเกินไป”   รายงานระบุว่าความเห็นจากดร. พาเทลมีขึ้นก่อนที่ตัวแทนของบริษัทไฟเซอร์จะเข้าพบกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางเมื่อวันจันทร์เพื่อหารือถึงความจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นสำหรับการฉีดวัคซีนกระตุ้นเมื่อไม่นานมานี้ทางไฟเซอร์ได้เปิดเผยว่าบริษัทกำลังพัฒนาวัคซีนกระตุ้นเข็ม3เพื่อต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วพร้อมอ้างอิงข้อมูลภายในและการศึกษาในอิสราเอลที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีปัญหาภูมิคุ้มกันลดลงภายใน6เดือนหลังจากการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ครบโดสแล้วปัจจุบันไวรัสโควิด-19สายพันธุ์เดลตาได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐแล้ว

FDA เพิ่มคำเตือนวัคซีนJ&J เสี่ยงทำปลายเส้นประสาทอักเสบ-กล้ามเนื้ออ่อนแรง

คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐประกาศเพิ่มคำเตือนในฉลากวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (J&J) เกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดโรคกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain Barre Syndrome หรือGBS) มากขึ้นโดยโรคGBS เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้ยากซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของปลายเส้นประสาทกล้ามเนื้อแขนขาและใบหน้าอ่อนแรงอาการเหน็บชาตามร่างกายและในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตแม้ว่าFDA จะเปิดเผยว่ายังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าวัคซีนของJ&J เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคGBS แต่ก็ระบุว่ามีรายงานการพบโรคดังกล่าวมากขึ้นหลังจากได้รับรายงานเบื้องต้นของการเกิดโรคGBS จำนวน100ฉบับผ่านทางระบบการรายงานผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนของสหรัฐทั้งนี้ในสหรัฐมีการฉีดวัคซีนของJ&J ไปแล้ว12.8ล้านโดสสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเปิดแผยแถลงการณ์ของFDA ว่า “FDA ขอประกาศแก้ไขข้อมูลให้ผู้รับการฉีดวัคซีนและผู้ให้บริการฉีดวัคซีนโดยวัคซีนป้องกันโควิด-19ของJ&J จะต้องระบุข้อมูลความเสี่ยงในการเกิดโรคGBS ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว”

%d bloggers like this: