GOLD.in.th
ราคาทองวันนี้ ข่าวสาร วิเคราะห์ ทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 1 ก.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

21

- Advertisement -

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ระยะสั้นราคาอาจฟื้นตัวขึ้นพยายามทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,774-1,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,753-1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,751 1,733 1,717  แนวต้าน : 1,778 1,795 1,812

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำวานนี้ได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ Buy the Dip หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลดลงแรงจนอยู่ในภาวะขายมากเกินไปประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 21 มิ.ย. ที่ 1.438% จากแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อการปรับสมดุลของพอร์ตลงทุน (Rebalance) ในช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.และสิ้นไตรมาส 2 ของปี2021 จึงเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  ปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,752.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์สู่ระดับสูงสุดบริเวณ 1,774.35ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของเมื่อคืนนี้  อย่างไรก็ดี  จะเห็นได้ว่ายังมีแรงขายสลับออกมาเช่นกันเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้น  โดยราคาทองคำถูกสกัดช่วงบวกจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด  อาทิ  ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales)ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.0% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวลง 0.8% และการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐจาก ADPที่เพิ่มขึ้เกินคาดถึง692,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.  ซึ่งช่วยหนุนดัชนีดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง พร้อมปิดเดือนมิ.ย.ด้วยการแข็งค่าขึ้นมากสุดนับตั้งแต่พ.ย.ปี 2016 จนเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปิดตลาดในเดือนมิ.ย. ด้วยการดิ่งลง -7% และเป็นการร่วงลงรายเดือนมากสุดนับตั้งแต่พ.ย.ปี 2016  ด้านกองทุน SPDR ถือทองไม่เปลี่ยนแปลงสำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ดัชนี PMI ภาคบริการ และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง

- Advertisement -

จจัยทางเทคนิค :

หลังจากราคาทิ้งตัวลงอาจเห็น การฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นของราคาแต่หากราคาทองคำยังสามารถไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,774-1,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แสดงว่าแรงขายยังคงแข็งแกร่งอาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลง โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,753-1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อขายยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว แนะนำเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้น ในโซน 1,774-1,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ฝั่งขายตัดขาดทุน 1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์)เพื่อรอเข้าซื้อคืนเมื่อราคาอ่อนลงหรือไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,753-1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เยอรมนีเผยอัตราว่างงานเดือนมิ.ย.ลดลงสู่ระดับ 5.7%  สำนักงานการจ้างงานของรัฐบาลกลางเยอรมนี หรือ BA เปิดเผยในวันนี้ว่า อัตราการว่างงานของเยอรมนีลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค. สู่ระดับ 5.7% ในเดือนมิ.ย.  ตัวเลขผู้ว่างงานลดลง 74,000 คนสู่ระดับ 2.614 ล้านคนในเดือนนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการลดลงมากที่สุดของตัวเลขเดือนมิ.ย.ในรอบ 10 ปี  นายเดทเลฟ เชเลอ ผู้อำนวยการ BA กล่าวว่า “ตลาดแรงงานยังคงฟื้นตัวสำหรับทุกภาคส่วนในเดือนมิ.ย.” โดยนายชีลระบุเสริมว่า ตัวเลขผู้ว่างงานและตัวเลขว่างงานแอบแฝง (Underemployment) นั้นยังคงมีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างมาก
  • (-) ดอลล์แข็งค่า ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 มิ.ย.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิ.ย.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพรุ่งนี้  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.41% แตะที่ 92.4361 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.08 เยน จากระดับ 110.51 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9260 หรังก์ จากระดับ 0.9210 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2404 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2392 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1847 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1901 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3803 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3849 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง
  • (-)  ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 210.22 จุด รับข้อมูลศก.สหรัฐแข็งแกร่ง  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (30 มิ.ย.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดในเดือนมิ.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน และหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโบอิ้งและโกลด์แมน แซคส์ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิ.ย.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพรุ่งนี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,502.51 จุด เพิ่มขึ้น 210.22 จุด หรือ +0.61% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,297.50 จุด เพิ่มขึ้น 5.70 จุด เพิ่มขึ้น +0.13% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,503.95 จุด ลดลง 24.38 จุด หรือ -0.17%
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.0% แตะระดับ 114.7 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2548 สวนทางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะหดตัวลง 0.8%  ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย เป็นมาตรวัดจำนวนสัญญาซื้อบ้านมือสองที่มีการเซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้ปิดการขาย และโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนสำหรับการเซ็นสัญญาจนกระทั่งปิดการขาย
  • (-) ADP เผยจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 692,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 692,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 550,000 ตำแหน่ง แต่น้อยกว่าตัวเลข 886,000 ตำแหน่งของเดือนพ.ค.  ADP ได้ปรับตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเดือนพ.ค. เป็นเพิ่มขึ้นเพียง 886,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าพุ่งขึ้น 978,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ตัวเลขเดือนพ.ค.นั้นก็ยังอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2563
  • (-) ผลการทดลองเผยวัคซีนซิโนแวคปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในกลุ่มเยาวชน 3-17 ปี  บริษัทซิโนแวคเปิดเผยข้อมูลจากวารการแพทย์ The Lancet Infectious Diseases ว่า การทดลองทางการแพทย์เฟสที่ 1 และ 2 ของวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทซิโนแวคในกลุ่มเยาวชนอายุ 13-17 ปีที่มีสุขภาพแข็งแรงพบว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี
  • (-) ชาวอังกฤษเสี่ยงถูกห้ามเข้าหลายประเทศ จากความกังวลสายพันธุ์เดลตาระบาดหนัก  หลายประเทศประกาศมาตรการห้ามนักเดินทางจากอังกฤษเข้าประเทศ ท่ามกลางความกังวลเรื่องการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่เพิ่มขึ้นมากในอังกฤษ  รัฐบาลฮ่องกงประกาศห้ามสายการบินทุกเที่ยวบินจากอังกฤษเข้าประเทศ เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่ประเทศในยุโรปบางประเทศเริ่มจำกัดไม่ให้ชาวอังกฤษเดินทางเข้าประเทศเช่นกัน  นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย สามารถติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษราว 60% และปัจจุบัน มีรายงานว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอังกฤษราว 95% เป็นสายพันธุ์เดลตา  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สายพันธุ์เดลตาที่ระบาดในอังกฤษนั้นมาจากอินเดีย และเตือนด้วยว่า สายพันธุ์เดลตาอาจจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกภายในปีนี้

- Advertisement -

Comments
Loading...