Primary tabs

ผลกระทบเศรษฐกิจโลกกับทางแยกนโยบายการเงิน

      ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ปีตลาดโลกได้พบเห็นการใช้นโยบายทางการเงินขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยธนาคารกลางขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงธนาคารกลางจีน ซึ่งแต่ละธนาคารกลางก็มีวิธีการที่แตกต่างหลากหลายตามแต่จะพิจารณาว่าเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของตนเอง แต่มีวัตถุประสงค์ไม่แตกต่างกันคือการผยุงทำให้เศรษฐกิจของประเทศพ้นจากสภาพที่อ่อนแรง และกลับเข้าสู่ช่วงภาวะปกติ แต่ในความเป็นจริงนโยบายเหล่านี้กลับสร้างผลกระทบมากมายให้เกิดกับเศรษฐกิจโลกไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของเงินที่ผิดปกติ การเพิ่มขึ้นอย่างมากของราคาสินทรัพย์ ความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่อการเพิ่มลดหรือปรับเปลี่ยนนโยบาย ยิ่งในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ทิศทางนโยบายการเงินดูจะเพิ่มความสับสนมากขึ้นจึงถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

     ความเป็นจริงเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลมาระยะหนึ่งแล้วเพราะในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เศรษฐกิจในฝั่งตะวันออกกลับเติบโตได้ดี ขณะที่ในช่วงที่สหรัฐฯ เพิ่งฟื้นตัว ปัญหาใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นในประเทศในแถบยุโรป จนเมื่อสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวให้เห็นแล้วเศรษฐกิจในฝั่งตะวันออกเองกลับเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวให้เห็น ดังนั้นในการใช้เครื่องมือเครื่องไม่ในการดูแลเศรษฐกิจจึงมีความไม่สอดคล้องกัน ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นการชะลอมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่เริ่มมีการตัดสินใจลดขนาดมาตรการ QE ลง ครั้งละหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในทุกครั้งที่มีการประชุมจนปัจจุบันเหลือขนาดการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE อยู่ 1.5 หมื่นล้าน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะจบมาตรการ QE ภายในการประชุม FOMC ปลายเดือนตุลาคมนี้ นั่นหมายความว่าการขยับมาตรการอื่นเพื่อกลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างเรื่องการขยับดอกเบี้ยขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับใกล้ศูนย์เป็นต้นทั้ง discount rate และ FED fund rate การเข้มงวดนโยบายเพิ่มเติมในอนาคตจะทำให้กระแสเงินมีการไหลกลับเข้าสู่สหรัฐฯ (การไหลกลับของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ดำเนินมาสักระยะสะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ)

     ผลที่ตามมาคือการอ่อนค่าของสกุลเงินในประเทศเกิดใหม่ และการอ่อนตัวลงของสินทรัพย์อย่างราคาหุ้นในตลาดทุน แต่จะเห็นว่าตลาดทุนสำคัญในประเทศเกิดใหม่กลับไม่อ่อนตัวลงเท่าใดนักเนื่องจากธนาคารกลางขนาดใหญ่อื่นมีการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินในเวลาเดียวกัน เช่นธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ใช้การเพิ่มสภาพคล่องโดยการเพิ่มฐานเงิน ธนาคารกลางยุโรปที่ใช้การลดดอกเบี้ย ฉีดสภาพคล่องในภาคธนาคาร รวมถึงแผนการซื้อสินทรัพย์เหล่านี้จะทำให้เงินไหลเข้าเก็งกำไรในตลาดรวมถึงค่าเงินที่ผันผวน และแน่นอนว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในอนาคต ความเสี่ยงที่ว่าหมายความบิดเบี้ยวของการไหลเวียนของเงิน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มหรือลดปริมาณเงิน ความสับสนของนักลงทุนต่อทิศทางตลาดเป็นต้น

     การดำเนินนโยบายทางการเงินที่สุดโต่งทั้งในด้านการผ่อนคลายและการเข้มงวดจะเพิ่มความซับซ้อนให้กับตลาดการลงทุนเพราะในช่วงเวลาเดียวกันอาจจะมีทั้งปัจจัยลบและบวกจากเรื่องเดียวกันคือนโยบายทางการเงิน ความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะทำให้สกุลเงินอื่นอย่างเงินบาทอ่อนค่าแม้ปัจจัยพื้นฐานในประเทศจะยังดีอยู่ก็ตาม การบริหารเงินลงทุนจะยุ่งยากมากขึ้น กระแสเงินจะทำให้ตลาดหุ้นรวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการลงทุนในภาวะที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่มุ่งใช้การบิดเบือนกลไกด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “นโยบายการเงิน” ในฐานะของนักลงทุนที่จำเป็นต้องบริหารเงินออมในภาวะที่ผันผวนเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและต้องไม่ลืมที่จะกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

โดย กมลธัญ พรไพศาลวิจิต
ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด
และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ

 

ที่มารูปภาพ http://bookie-monster.com/2014/01/even-the-bookie-monster-has-a-soapbox....

About the Author
Kamoltun's picture

Kamoltun

กมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ