Investing.comForex Charts powered by Investing.com

Primary tabs

ทองคำในทศวรรษหน้า : By Darth Sidious's blog

           ต้องบอกว่าในช่วงนี้ราคาทองคำดูไม่สดใสมากนัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้ราคาทองคำนั้นมีแนวโน้มเป็นเชิงลบ โดยปัจจัยลบสำคัญก็คือความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ที่ต่ำติด 0 มาตลอดนับตั้งแต่เกิดวิกฤต Subprime ปี 2008 แต่ ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวขึ้นมามากจนทำให้เริ่มมีการพูดถึงการลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินซึ่งเคยหนุนทองคำในช่วงก่อนหน้านั่นเอง แต่หากลองมองล่วงหน้าไปอีกซัก 10 ปี เราอาจได้เห็นราคาทองคำขึ้นพรวดพราดขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ มาลองฟังเหตุผลของผมดูนะครับ

            ลองมาทำความเข้าใขกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างคร่าวๆกันก่อนครับ โดยสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศก็คือสกุลเงินดอลลาร์ ขณะที่สกุลเงินอื่นๆนั้นจะต้องมีทุนสำรองระหว่างประเทศหนุนหลัง (ยกเว้นดอลลาร์สหรัฐฯที่ไม่มีเพราะถือว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จึงมีความน่าเชื่อถืออยู่แล้วนั่นเอง) โดยหากประเทศไหนต้องการผลิตเงินเพิ่มนั้นและให้สกุลเงินของตนมีความน่าเชื่อถือ ก็ต้องมีเจ้าทุนสำรองระหว่างประเทศไว้หนุนหลังค่าเงินนั้น ซึ่งทองคำก็เป็นหนึ่งในทุนสำรองระหว่างประเทศเช่นเดียวกับเงินดอลลาร์ครับ และผลพวงจาก Bretton Woods Sysytem ก็ทำให้ราคาทองคำกับดอลลาร์นั้นเคลื่อนไหวสวนทางกันเสีย ส่วนใหญ่

            อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าเมื่อปี 2008 เกิดวิกฤตซับไพรม์ขึ้นในสหรัฐฯจนทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเป็นเพราะในช่วงนั้น นักลงทุนต่างไม่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่มีเงินดอลลาร์เป็นตัวขับเคลื่อน เพราะเจ้าของเงินดอลลาร์อย่างสหรัฐฯนั้นเป็นต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสหรัฐฯจะแสดงสัญญาณว่าจะมีการฟื้นตัวขึ้น จนกดให้ราคาทองคำดิ่งตัวลงอย่างหนัก แต่หากลองแกะเข้าไปดูเนื้อในของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะพบว่ายังคงมีระเบิดเวลาซ่อนอยู่ โดยเฉพาะหนี้ของรัฐบาลที่มีประมาณ 17.6 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1ปี2014 มากกว่า  GDP ในช่วงเวลาเดียวกันที่มีเพียง 17.3 พันล้านดอลลาร์ และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการเลือกตั้งในช่วงเดือน พ.ย. พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะท่วมท้น อาจมีการผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ขึ้นมาทำให้หนี้เพิ่มขึ้นได้อีก และการมีหนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าผลผลิตมวลรวมที่ทั้งประเทศผลิตได้นั้น จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาจนทำให้สหรัฐฯเกือบผิดนัดชำระหนี้ หรือมีการขยายเพดานหนี้ไปเรื่อยๆก็อาจขยายไปถึงจุดที่นานาประเทศเริ่มขาดความเชื่อมั่นในตัวเงินดอลลาร์ ก็จะทำให้ทองคำกลับมาเป็นที่สนใจแก่นักลงทุนอีกครั้ง (คงไม่มีใครไว้ใจคนที่มีหนี้ท่วมหัวเท่าไหร่นัก)

            ปัจจุบันก็เริ่มมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินดอลลาร์เป็นตัวกลางในการซื้อขยายระหว่างประเทศแล้ว โดยเริ่มจากคู่อริของสหรัฐฯอย่างจีนและรัสเซียซึ่งเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้มีการทำสัญญาขายพลังงานให้แก่จีนโดยไม่ใช้เงินดอลลาร์เป็นสื่อกลาง ถึงแม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หากโมเดลดังกล่าวได้ผล บวกกับพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ถูกกัดกร่อนโดยหนี้สาธารณะ อาจทำให้โมเดลดังกล่าวแพร่กระจายออกไปก็ได้

นอกจากนี้ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ เริ่มมีการซื้อทองคำเก็บสะสมไว้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC (Brazil Russia India China) และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ปริมาณการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเมื่อเทียบสัดส่วนการเป็นทุนสำรองของทองคำ ส่วนใหญ่ยังถือว่าน้อยอยู่ก็ตาม

แม้ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงการคาดเดา แต่จากข้อมูลต่างๆมีที่อธิบายไปข้างต้น ทั้งหนี้สาธารณะของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การริเริ่มการซื้อขายพลังงานโดยไม่ใช้เงินดอลลาร์และการถือครองทองคำของธนาคารกลางที่เพิ่มขึ้นมาตลอด อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของดอลลาร์ในอนาคตและเพิ่มความน่าสนใจของทองคำ และเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นหนึ่งในการลงทุนระยะยาวครับ 

 

ที่มารูปภาพ : http://articles.economictimes.indiatimes.com/2012-08-27/news/33424917_1_...

About the Author
Darth Sidious's picture

Darth Sidious