Primary tabs

YLG : #วิเคราะห์ราคาทองคำ โดย วายแอลจีฯ (13-09-18 | 08:46 )l www.gold.in.th

| www.gold.in.th |

คำแนะนำ
เน้นทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยการเข้าซื้อมีแนวรับบริเวณ 1,196-1,187 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

ปัยจัยพื้นฐาน
ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวลดลง 0.1% ในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายเดือนซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้วและสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 0.2% ประกอบกับสำนักข่าวดาวโจนส์รายงานว่า นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐได้ส่งจดหมายไปยังเจ้าหน้าที่จีน เพื่อเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้า ซึ่งสัญญาณการเริ่มต้นเจรจาการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐกับจีนได้ลดความต้องการดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยลง นอกจากนี้รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ(Beige Book)ที่ถูกเปิดเผยวานนี้บ่งชี้ว่าแม้ภาคธุรกิจมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ก็วิตกเกี่ยวกับผลกระทบเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าเช่นกัน สถานการณ์เหล่านี้กระตุ้นให้เกิดแรงขายในดอลลาร์ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ(BoE)และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตลาดคาดว่าทั้ง 2 ธนาคารกลางจะยังคงนโยบายการเงินตามเดิม แต่แนะนำจับตาแถลงการณ์ของนายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้การดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในอนาคต รวมไปถึงติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ

ปัยจัยทางเทคนิค
ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,196 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้นต่อ โดยหากยืนเหนือระดับสูงสุดของวันก่อนหน้าบริเวณ 1,209 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับขึ้นจะมีแนวต้านที่ 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรก กรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,187-1,175 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน
ยังเน้นเก็งกำไรตามกรอบแนวรับแนวต้าน โดยเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,196 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไป ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,214ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน
• (+) สหรัฐเผยดัชนี PPI ลดลง 0.1% ในเดือนส.ค. ปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 1 ปีครึ่ง กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 0.1% ในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว หลังจากทรงตัวในเดือนก.ค. การปรับตัวลงของดัชนี PPI มีสาเหตุจากการร่วงลงของราคาอาหาร และค่าใช้จ่ายในภาคบริการ แม้ว่าราคาพลังงานดีดตัวขึ้น เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 2.8% หลังจากเพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนก.ค. นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบรายปี

• (+) สื่อตีข่าวสหรัฐเตรียมเจรจาการค้าครั้งใหม่กับจีน หวังยุติสงครามการค้า สำนักข่าวดาวโจนส์รายงานว่า สหรัฐกำลังหาทางเริ่มต้นเจรจาการค้าครั้งใหม่กับจีน โดยนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ได้ส่งจดหมายไปยังเจ้าหน้าที่จีน เพื่อเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้า รายงานข่าวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ภาคธุรกิจสหรัฐได้รวมตัวกันใช้ชื่อว่า Americans for Free Trade เพื่อต่อต้านนโยบายการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลุ่มดังกล่าวประกอบด้วยบริษัทที่มาจากอุตสาหกรรมต่างๆ นับตั้งแต่การผลิตของเล่นไปจนถึงเทคโนโลยี กลุ่ม Americans for Free Trade ได้ทำการรณรงค์โดยใช้ชื่อว่า Tariffs Hurt the Heartland โดยมีการซื้อโฆษณา และจัดการประชุมในรัฐต่างๆ นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้เชิญชวนให้สมาชิกสภาคองเกรสคัดค้านนโยบายการค้าของปธน.ทรัมป์ โดยเรียกร้องให้มีการเข้าร่วมงานรณรงค์ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าที่รัฐเพนซิลเวเนีย อิลลินอยส์ และเทนเนสซี

• (+) ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก หลังเฟดออกรายงานชี้ภาคธุรกิจสหรัฐกังวลข้อพิพาทการค้า ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ "Beige Book" ซึ่งระบุว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้า ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.23 เยน จากระดับ 111.58 เยน ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1631 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1585 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3055 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3006 ดอลลาร์

• (-) เบรนาร์ดชี้เฟดยังขึ้นดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเร่งปรับขึ้น หากพบภาวะไม่สมดุลในระบบ นางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเร่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากพบสัญญาณการก่อตัวของภาวะไม่สมดุลในระบบการเงิน นางเบรนาร์ดยังได้กล่าวย้ำถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ว่า ถึงแม้มีความเหมาะสมในการใช้มาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงจับตาการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ หรือภาวะบิดเบือนในตลาดการเงินซึ่งจะทำให้เฟดต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น นางเบรนาร์ดกล่าวว่า การที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปรับตัวอยู่สูงกว่าเส้นแนวโน้ม, อัตราการว่างงานต่ำ และเงินเฟ้อมีเสถียรภาพ และอยู่ใกล้เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟด ถือเป็นสัญญาณบวก แต่ก็ได้เตือนว่าบางครั้งตลาดอาจแสดงภาวะร้อนแรงเกินไป ก่อนที่จะมีการใช้มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ นางเบร์นาร์ดยังระบุว่า หนี้ในภาคเอกชนกำลังเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ถ้าหากสภาวะในตลาดเปลี่ยนแปลงไป

• (+/-) เฟดเผยรายงาน Beige Book ชี้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวปานกลาง แต่ภาคธุรกิจกังวลผลกระทบข้อพิพาทการค้า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ "Beige Book" เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐขยายตัวในระดับปานกลาง ขณะที่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้า เนื่องจากการที่คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อไม่นานมานี้ ได้ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นทั่วสหรัฐ


คลิ๊ก!! เพื่ออ่านบทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ส
หากไม่สามารถเปิดไฟล์ได้กรุณากด F5


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.ylgfutures.co.th
www.gold.in.th

About the Author
admin's picture

admin

สวัสดีครับ...หุหุ