Primary tabs

YLG : #วิเคราะห์ราคาทองคำ โดย วายแอลจีฯ (11-07-18 | 08:50 )l www.gold.in.th

| www.gold.in.th |

คำแนะนำ
ยังแนะนำให้ขายลดพอร์ตการลงทุนหากขยับไม่ผ่าน 1,257-1,261 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการเข้าซื้ออาจเสี่ยงเก็งกำไรตามแนวรับโซน 1,247 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (พร้อมตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,237 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และควรคำนึงถึงความผันผวนของราคา

ปัยจัยพื้นฐาน
ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 2.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวสู่ระดับ 2.867%เมื่อคืนนี้ ขานรับการเปิดเผยตําแหน่งงานว่างหรือ JOLTS Job Openings ในสหรัฐที่ถึงแม้จะลดลงสู่ระดับ 6.6 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค.แต่ก็เป็นครั้งที่ 2 ในรอบกว่า 20 ปีที่มีตำแหน่งงานว่างมากกว่าคนว่างงาน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยหนุนบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ให้ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งติดต่อกันเป็นวันทำการที่ 4 จากการคาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 2 จะออกมาสดใสจึงเป็นปัจจัยกดดันทองคำเพิ่มเติม ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงอีก -1.75 ตันสะท้อน Fund Flow ที่ยังไหลออกจากกองทุน ETF ต่อเนื่อง สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)และตัวเลขสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจของสหรัฐ รวมถึงติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆจากสถานการณ์ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากล่าสุดเช้านี้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ผู้แทนการค้าสหรัฐ(USTR)ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า สหรัฐจะเรียกเก็บสินค้าจากจีนเพิ่มอีกวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ในอัตรา 10%

ปัยจัยทางเทคนิค
หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,257-1,261 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่งผลให้แรงซื้อยังคงถูกจำกัด สำหรับวันนี้ประเมินแนวต้านระยะสั้นในโซน 1,261ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้านถัดไปในโซน 1,270ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับนั้นยังประเมินในโซน 1,247 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปที่ 1,237 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน
ชะลอการสะสมทองคำเพิ่มหรือหากต้องการเสี่ยงเก็งกำไรฝั่งซื้ออาจรอการอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,247 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,237 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือ เก็งกำไรฝั่งขายหากเกิดการดีดตัวขึ้นไปใกล้บริเวณ 1,261-1,270 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากสามารถยืนเหนือ 1,270 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

ข่าวสารประกอบการลงทุน
• (-) ดอลล์แข็งหลังบอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว ขณะปอนด์ร่วงเหตุวิตกอนาคต Brexit ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้น รวมทั้งข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐ นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.29 เยน จากระดับ 110.81 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9924 ฟรังก์ จากระดับ 0.9920 ฟรังก์ เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 1.3215 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3256 ดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะระดับ 0.7402 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7466 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนยูโรแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 1.1749 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1748 ดอลลาร์

• (-) สหรัฐเผยตำแหน่งงานว่างลดลงสู่ระดับ 6.6 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตำแหน่งงานนอกภาคเกษตรที่เปิดรับสมัครโดยสถานประกอบการในสหรัฐลดลงสู่ระดับ 6.6 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. จากระดับ 6.8 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีคนว่างงานเพียง 6 ล้านคน กระทรวงระบุว่า ตำแหน่งงานว่างในเดือนพ.ค.มีจำนวนมากกว่าคนว่างงานเป็นครั้งที่ 2 ในรอบกว่า 20 ปี ทางกระทรวงยังเปิดเผยว่า จำนวนแรงงานที่ลาออกจากงานแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2544 ทั้งนี้ ตัวเลขการลาออกจากงานถือเป็นสัญญาณในเชิงบวก ซึ่งแสดงว่าแรงงานมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถหางานใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า

• (-) ZEW เผยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนีทรุดต่ำสุดรอบ 6 ปีในเดือนก.ค. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป หรือ ZEW เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีลดลงสู่ระดับ -24.7 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2555 จากระดับ -16.1 ในเดือนมิ.ย. นายอาคิม แวมบาค ผู้อำนวยการ ZEW กล่าวว่า การดิ่งลงของดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า ซึ่งได้บดบังข่าวดีเกี่ยวกับการจ้างงาน และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

• (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 143.07 จุด รับความหวังผลประกอบการสดใส ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 เมื่อคืนนี้ (10 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคปรับตัวขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเป๊ปซี่โค นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเริ่มหันเหความสนใจออกจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน และซิตี้กรุ๊ป ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,919.66 จุด พุ่งขึ้น 143.07 จุด หรือ +0.58% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,793.84 จุด เพิ่มขึ้น 9.67 จุด หรือ +0.35% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,759.20 จุด เพิ่มขึ้น 3.00 จุด หรือ +0.04%

• (+/-) สหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก $2 แสนล้าน หลังคว้าน้ำเหลวเจรจายุติสงครามการค้า รัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะเรียกเก็บในอัตรา 10% ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าจำนวน 6,000 รายการ หลังจากสหรัฐและจีนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้า นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า สหรัฐจะเรียกเก็บสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ ในอัตรา 10% ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงินสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเท่ากับมูลค่าสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปีที่แล้ว นอกจากนี้ การตัดสินใจล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐยังมีขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนกว่า 800 รายการ ในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐในวงเงินที่เท่ากัน


คลิ๊ก!! เพื่ออ่านบทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ส
หากไม่สามารถเปิดไฟล์ได้กรุณากด F5


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.ylgfutures.co.th
www.gold.in.th

About the Author
admin's picture

admin

สวัสดีครับ...หุหุ