Primary tabs

HGF : #วิเคราะห์ราคาทองคำ โดย ฮั่วเซ่งเฮงฯ (12-02-18 | 08:39) l www.gold.in.th

| www.gold.in.th |

ราคาทองคำปรับลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค.ของสหรัฐ
ตลาดการเงินของจีนจะหยุดยาวเนื่องในเทศกาลตรุษจีน

 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Spot ปรับลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยปรับลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 เดือนที่ 1,307 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากตลาดกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้งในปีนี้ สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีสูงขึ้นแตะที่ระดับ 2.88% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ส่วนในวันศุกร์ที่ผ่านมาสภาคองเกรสสหรัฐลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณทางด้านกองทุน SPDR ขายทองคำต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยขายสุทธิ 20.64 ตัน

 สัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขภาคอสังหาริมทรัพย์เดือนม.ค.ของสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั้งดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. หลังจากค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงของสหรัฐเดือนม.ค.เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงสุดในรอบ 8 ปีครึ่งและตลาดกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ติดตาม จีดีพีไตรมาส 4 ของยูโรโซน และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธปท.

 ตลาดการเงินของจีนจะหยุดยาว 1 สัปดาห์เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ในช่วงวันที่ 15-21 ก.พ. ซึ่งจีนเป็นผู้ใช้ทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้แรงซื้อทองคำคาดเบาบางในช่วงเวลาดังกล่าว โดยราคาทองคำ มีแนวรับระยะสั้นที่ 1,310 และ 1,300-1,305 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,330 และ 1,335 ดอลลาร์/ออนซ์

โกลด์ฟิวเจอร์สเดือนก.พ.61
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคาทอง Spot ปรับขึ้นเข้าใกล้ 1,330 ดอลลาร์ และมีจุดปิดสถานะตัดขาดทุนอยู่ที่ 1,335 ดอลลาร์ การเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำที่ 1,300-1,305 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,290 ดอลลาร์

Gold-D เดือนมี.ค.61
กลยุทธ์การลงทุนใน Gold-D แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคา GDH18 ปรับขึ้นเข้าใกล้ 1,330 ดอลลาร์ และมีจุดปิดสถานะตัดขาดทุนอยู่ที่ 1,335 ดอลลาร์ การเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำที่ 1,300-1,305 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,290 ดอลลาร์

มุมมองตลาดหุ้นและกลยุทธ์การลงทุน
 ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนในการซื้อขายวันศุกร์ โดยมีแรงขายออกมามากตั้งแต่ช่วงเปิดตลาด ก่อนที่ในระหว่างวันจะเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาจนดัชนีเริ่มฟื้นตัวกลับ ความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐเป็นปัจจัยลบกดดันการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2

 แรงขายในตลาดหุ้นไทยมีออกมามากจากนักลงทุนต่างประเทศซึ่งมียอดขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามียอดขายสุทธิ 7.19 พันล้านบาท แรงซื้อมีเข้ามามากจากนักลงทุนรายย่อยซึ่งซื้อสุทธิ 4.33 พันล้านบาท ส่วนในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) นักลงทุนต่างประเทศมียอดขายสุทธิในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ SET50 ด้วยปริมาณ 1,671 สัญญา

 การเคลื่อนไหวของสัญญาเดือน H ปิดตลาดลดลงในการซื้อขายวันศุกร์ แต่ในระหว่างวันมีแรงซื้อกลับเข้ามามากจนกลับขึ้นมาปิดตลาดใกล้ระดับสูงสุดของวัน ปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยและตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐเป็นปัจจัยลบกดดันการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นหลายประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมา และในสัปดาห์นี้คาดว่าความกังวลจากประเด็นนี้จะยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวผันผวน ส่วนการพิจารณากฎหมายงบประมาณที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐสามารถกลับมาเปิดทำการได้เป็นปัจจัยบวกต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในระยะสั้น รวมทั้งการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐในวันศุกร์ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงเปิดตลาด แต่ในระหว่างวันควรระวังแรงขายที่จะมีกลับออกมา การเก็งกำไรในสัญญาเดือน H สามารถเลือกเปิดสถานะขายในช่วงที่ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้านบริเวณ 1,165 จุด และมีจุดขายตัดขาดทุนอยู่ที่ 1,168 จุด ส่วนการเก็งกำไรการฟื้นตัวกลับมีแนวรับบริเวณ 1,145 จุด เป็นจุดเปิดสถานะซื้อ และมีจุดขายตัดขาทดุนอยู่ที่ 1,140 จุด

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลลาร์แข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลังนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักส่วนใหญ่ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ก.พ.) หลังความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลกส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นและหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ดัชนีดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.24% สู่ระดับ 90.442 เมื่อคืนนี้ ทั้งนี้ ความผันผวนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐ อันเนื่องมาจากความกังวลที่ว่า เฟดอาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากข้อมูลด้านการจ้างงานของสหรัฐที่แข็งแกร่งหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดลบ $3.3 หลังเงินดอลล์แข็งค่า
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ก.พ.) หลังได้รับอิทธิพลจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 3.3 ดอลลาร์ หรือ 0.25% ปิดที่ระดับ 1,315.7ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 20.2 เซนต์ หรือ 1.24% ปิดที่ 16.139 ดอลลาร์/ออนซ์ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัญญาทองคำปรับตัวลงในวันนี้ โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.16% แตะที่ระดับ 90.13 คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่ 1.4% สูงสุดในรอบมากกว่า 1 ปี อีกหนึ่งสาเหตุที่เพิ่มแรงกดดันให้แก่ทองคำคือกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆมาที่ความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นจะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดร่วง $1.95 หลังแท่นขุดเจาะน้ำมันสหรัฐเพิ่มขึ้นมากสุดในรอบเกือบ 3 ปี
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ก.พ.) เนื่องจากรายงานที่ว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐสัปดาห์นี้มีจำนวนสูงสุดในรอบ 3 ปี สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 1.95 ดอลลาร์ หรือ 3.2% ปิดที่ 59.20 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 2.02 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิดที่ 62.79 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 330.44 จุด รับแรงซื้อเก็งกำไร,สภาคองเกรสไฟเขียวงบประมาณ
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ (9 ก.พ.) จากการที่นักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไร หลังตลาดร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี จากความกังวลที่ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ดีดตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ส่งผลให้ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐสิ้นสุดลง ดัชนีเฉลี่ยอุตสหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,190.90 จุด เพิ่มขึ้น 330.44 จุด หรือ +1.38% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,874.49 จุด เพิ่มขึ้น 97.33 จุด หรือ +1.44% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,619.55 จุด เพิ่มขึ้น 38.55 จุด หรือ +1.49%

ประธานเฟดแคนซัสซิตี้เผยมาตรการภาษีของ "ทรัมป์" เป็นปัจจัยหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย
นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแคนซัส ซิตี้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นจากมาตรการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด นางจอร์จได้แสดงความเห็นว่า การประกาศใช้มาตรการปฏิรูปภาษีของคณะทำงานทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ตลาดแรงงานสหรัฐเผชิญกับภาวะตึงตัว ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอีก ทั้งนี้ นางจอร์จกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติ ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมระบุว่า การที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

"เพนตากอน" ยืนยันสหรัฐจะไม่ยุ่งเกี่ยวสงครามกลางเมืองในซีเรีย
นายเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ยืนยันว่า สหรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในซีเรีย พร้อมกับชี้แจงว่า การที่กองกำลังพันธมิตรภายใต้การนำของสหรัฐได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่งผลให้กองกำลังทหารของรัฐบาลซีเรียเสียชีวิตกว่า 100 คนนั้น เป็นปฏิบัติการป้องกันตนเอง "ปฏิบัติการในครั้งนั้นถือเป็นการป้องกันตนเอง และเห็นได้ชัดว่าเราไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในสงครามกลางเมืองของซีเรีย" สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ซึ่งสหรัฐให้การสนับสนุน เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กองกำลังพันธมิตรภายใต้การนำของสหรัฐได้ปะทะกับกองกำลังรัฐบาลซีเรียในเมืองดีร์ อัล-ซัวร์ ทางตะวันออกของซีเรีย เพื่อปกป้องชาติพันธมิตร

ผลสำรวจเผย "ทรัมป์" มีคะแนนนิยมสูงสุดในรอบ 7 เดือน เหตุประชาชนมองเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น
ผลสำรวจโดยมหาวิทยาลัยควินนีแพคระบุว่า คะแนนนิยมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพิ่มขึ้นแตะระดับ 40% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560 ผลสำรวจบ่งชี้ว่า 48% ของชาวอเมริกันที่ได้รับการสำรวจครั้งนี้มองว่า ทรัมป์มีส่วนอย่างมากในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นในระหว่างวันที่ 2-5 ก.พ. ซึ่งชาวอเมริกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 70% ระบุว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ "ดีเยี่ยม" หรือ "อยู่ในขั้นดี" เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ซึ่งระบุว่า มีชาวอเมริกัน 66% มองว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ "ดีเยี่ยม" หรือ "อยู่ในดี" อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจดังกล่าวระบุด้วยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของสหรัฐ 55% ระบุว่าพวกเขายังไม่สามารถยอมรับในหลายสิ่งที่ทรัมป์กำลังทำอยู่ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งของสหรัฐ 60% มองว่า ทรัมป์กำลังแบ่งแยกประเทศมากกว่าที่จะรวมประเทศ นายทิม มัลลอย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายผลสำรวจของมหาวิทยาลัยควินีแพคกล่าวว่า "ผลที่เกิดขึ้นภายหลังการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาของทรัมป์นั้น ได้เริ่มแสดงผล บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงทำให้ประชาชนเริ่มพอใจทรัมป์มากขึ้นด้วย" "เขาได้รับคะแนนนิยมระดับ 40% เป็นครั้งแรกในรอบนานกว่า 7 เดือน แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับระดับ 50%" สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลสำรวจครั้งนี้ได้จากการสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 1,333 คนจากทั่วสหรัฐ ผ่านทั้งทางโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์มือถือ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 3.3%

รมว.ต่างประเทศสหรัฐเตรียมเยือน 5 ชาติตะวันออกกลางในสัปดาห์นี้
นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ จะเดินทางเยือนประเทศจอร์แดนสัปดาห์นี้ ตามแผนการเดินทางเยือน 5 ประเทศตะวันออกกลาง โดยนายทิลเลอร์สันจะเดินทางเยือนจอร์แดน ตุรกี เลบานอน อียิปต์ และคูเวต ในวันที่ 11 - 16 ก.พ. นี้ สำหรับการเยือนจอร์แดนนั้น นายทิลเลอร์สันจะเข้าพบกษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่ 2 รวมถึงนายไอยมาน อัลซาฟาดี รัฐมนตรีต่างประเทศจอร์แดน โดยนายทิลเลอร์สันจะมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจอร์แดน รวมทั้งสนับสนุนความเป็นผู้นำของจอร์แดน และหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ ในภูมิภาค อาทิ วิกฤตการณ์ที่ยืดเยื้อในซีเรีย และการสนับสนุนความเป็นผู้นำของจอร์แดนเพื่อสันติภาพในตะวันออกกลาง ส่วนการเดินทางเยือนตุรกีนั้น นายทิลเลอร์สันจะเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตุรกีเพื่อหารือถึงประเด็นต่างๆในระดับทวิภาคีและภูมิภาคด้วย โดยมีการคาดการณ์ว่าทั้ง 2 ประเทศจะหารือเกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับความกดดันที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับตุรกี อันเนื่องมาจากปฏิบัติการทางทหารของตุรกีในซีเรีย เพื่อต่อสู้กับกองกำลังชาวเคิร์ดที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ นอกจากนี้ นายทิลเลอร์สันจะเข้าพบกับนายมิเชล อูน ประธานาธิบดีเลบานอน, นายกรัฐมนตรีซาอัด ฮารีรี และนายนาบิห์ เบอร์รี โฆษกรัฐสภาเลบานอน ที่กรุงเบรุต ส่วนในการเดินทางเยือนกรุงไคโร นายทิลเลอร์สันจะเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียิปต์ เพื่อหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสหรัฐและอียิปต์ รวมถึงการประสานงานในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค สำนักข่าวเกียวโดรายงาน นายทิลเลอร์สันจะนำคณะผู้แทนของสหรัฐเพื่อเข้าร่วมประชุมกับประเทศพันธมิตร เพื่อหาแนวทางในการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) และการประชุมเกี่ยวกับการฟื้นฟูอิรัก โดยการประชุมจะจัดขึ้นที่คูเวต


คลิ๊ก!! เพื่ออ่านบทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ส
หากไม่สามารถเปิดไฟล์ได้กรุณากด F5


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.hghfutures.com
www.gold.in.th

About the Author
admin's picture

admin

สวัสดีครับ...หุหุ