Primary tabs

YLG : #วิเคราะห์ราคาทองคำ โดย วายแอลจีฯ (11-01-17 | 09:14) l www.gold.in.th

| www.gold.in.th |

คำแนะนำ
ถ้ารับความเสี่ยงได้อาจรอเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,180-1,171ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,171ดอลลาร์ต่อออนซ์) ควรคำนึงถึงความผันผวนของราคาจากการแถลงข่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์

ปัจจัยพื้นฐาน
ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแรงซื้อจากนักลงทุนยังคงหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึงแม้วานนี้สกุลเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการร่วงลงของดัชนีดาวโจนส์ที่ได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงอีกกว่า 2% เมื่อคืนนี้ อีกทั้งสินทรัพย์เสี่ยงได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลว่าอังกฤษอาจจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) อย่างแข็งกร้าว หรือ hard Brexit ประกอบกับนักลงทุนส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อขายสินทรัพย์เสี่ยงก่อนการแถลงข่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐในวันนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและหนุนให้ราคาทองคำขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ที่ 1,190.46 ดอลลาร์ในระหว่างวัน ขณะที่วันนี้แนะนำนักลงทุนจับตาการแถลงข่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในเวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ค หรือ 23.00 น.ตามเวลาไทย

ปัจจัยทางเทคนิค
หากราคาทองคำยืนเหนือ 1,180-1,171 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นไปในบริเวณ 1,197-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์(เป็นแนวต้านระยะสั้น) อย่างไรก็ตามหากสามารถยืนเหนือได้แนวต้านถัดไปจะอยู่ที่ 1,210 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน
เน้นการลงทุนระยะสั้น โดยอาจพิจารณาบริเวณ 1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นหลัก หากยืนได้อาจเปิดสถานะซื้อโดยมีเป้าหมายที่ 1,197-1,200ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,171 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากไม่สามารถทะลุ แนวต้านดังกล่าวอาจเสี่ยงเปิดสถานะขายหวังทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน
• (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 0.2% ตามหุ้นกลุ่มพลังงาน ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงกดดันให้กลุ่มพลังงาน แม้หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นก็ตาม ดัชนี S&P 500 ทรงตัว แต่ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนชะลอการซื้อขายลงก่อนการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 31.85 จุดหรือ 0.16% สู่ 19,855.53,ดัชนี S&P 500ปิดทรงตัวที่ 2,268.90 และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 20.00 จุดหรือ 0.36% สู่ 5,551.82

• (-) สหรัฐเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งพุ่งมากสุดรอบ 2 ปีในเดือนพ.ย. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งประจำเดือนพ.ย.พุ่งขึ้น 1.0% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2014 และบ่งชี้ว่าการลงทุนในสินค้าคงคลังได้ช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งลดลง 0.1% ในเดือนต.ค. ส่วนยอดขายภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ย. หลังจากพุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนต.ค. นอกจากนี้ อัตราส่วนสต็อกสินค้าคงคลังเทียบยอดขายบ่งชี้ว่าจะต้องใช้เวลา 1.32 เดือนในการเคลียร์สต็อกสินค้า โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.31 เดือนในต.ค.

• (-) ดอยซ์แบงก์ชูนโยบายทรัมป์กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐพุ่ง 2.4% ปีนี้, 3.6% ปีหน้า นายเดวิด โฟลเกิร์ต-แลนดอ หัวหน้านักวิเคราะห์ของดอยซ์แบงก์ ระบุในรายงานว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก นายโฟลเกิร์ต-แลนดอกล่าวว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากระดับในปัจจุบัน ภายใต้นโยบายของนายทรัมป์ในการผ่อนคลายกฎระเบียบในภาคอุตสาหกรรม, การปฏิรูปภาษีด้วยการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ขณะที่ใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในการสร้างสะพาน, ถนน และโครงการสาธารณูปโภค รายงานคาดการณ์ว่า นโยบายของนายทรัมป์จะผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.4% ในปีนี้ และ 3.6% ในปีหน้า รวมทั้งผลักดันให้เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.4% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 3.0% เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตเฉลี่ย 1.6% ต่อปีในช่วง 8 ปีที่นายบารัค โอบามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

• (-) สหรัฐเผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมพุ่งสูงสุดรอบ 12 ปีในเดือนธ.ค. สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) แถลงในวันนี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมพุ่งขึ้น 7.4 จุด สู่ระดับ 105.8 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ภาวะธุรกิจจะสดใสขึ้น ภายใต้การบริหารประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะอยู่ที่ระดับ 99.6 ในเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นแตะระดับ 98.4 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว

• (-) ดอลล์ทรงตัวขณะรอทรัมป์แถลงข่าว ดอลลาร์สหรัฐแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญในวันอังคารจากความกังวลก่อนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะจัดการแถลงข่าวเป็นครั้งแรกในวันพุธนี้ ขณะที่ค่าเงินเปโซเม็กซิโกร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนวิตกว่า นายทรัมป์ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.อาจสั่นคลอนตลาดด้วยการแถลงนโยบายที่แข็งกร้าว อาทิ นโยบายการค้าและความสัมพันธ์กับจีน ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดค่าดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้า 6 สกุลเงินสำคัญพุ่งขึ้นมากกว่า 4% แล้ว นับตั้งแต่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ขณะที่นักลงทุนคาดว่า การขยายมาตรการด้านการคลังจะหนุนอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้น 0.08% สู่ 102.010


คลิ๊ก!! เพื่ออ่านบทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ส
หากไม่สามารถเปิดไฟล์ได้กรุณากด F5


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.ylgfutures.co.th
www.gold.in.th

About the Author
admin's picture

admin

สวัสดีครับ...หุหุ